ความเคลื่อนไหวระดับสากลกำลังเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อรัฐบาลในหลายประเทศออกมารณรงค์ให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นไว้ภายในบ้านอย่างพร้อมเพรียง โดยล่าสุด รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้เปิดตัวแคมเปญ Be Ready แนะนำให้ทุกครัวเรือนเตรียมเสบียงสำหรับดำรงชีวิตอย่างน้อย 3 วัน ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมออกคำร้องขอเร่งด่วนทั่วประเทศให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม และอุปกรณ์จำเป็นอย่างน้อย 3 วันถึง 1 สัปดาห์เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ ในฝั่งยุโรป เช่น สวีเดน ได้แจกจ่ายคู่มือ In Case of Crisis or War ให้แก่ประชาชนกว่า 5.2 ล้านครัวเรือน โดยแนะนำให้เตรียมพร้อมดำรงชีวิตด้วยตนเองอย่างน้อย 1 สัปดาห์ กระแสดังกล่าวได้สร้างความกังวลในสังคมโลกอย่างกว้างขวางว่า นี่คือสัญญาณเตือนล่วงหน้าถึงสงครามครั้งใหญ่หรือภัยพิบัติรุนแรงที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่
อังกฤษเปิดแคมเปญ Be Ready แนะตุนอาหาร 3 วัน รับมือภัยธรรมชาติ-ไซเบอร์
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2026 รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้เปิดตัวแคมเปญ Be Ready ซึ่งเป็นการต่อยอดจากแนวทางการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินที่เผยแพร่ในปี 2024 เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเตรียมรับมือสถานการณ์ที่อาจทำให้ระบบสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ตหยุดชะงัก
ข้อแนะนำสำคัญระบุให้ครัวเรือนสำรองอาหารที่เก็บไว้ได้นาน น้ำดื่มบรรจุขวด (อย่างน้อย 3 ลิตรต่อคนต่อวัน หรือรวม 9 ลิตรต่อคนสำหรับ 3 วัน) ยารักษาโรค ไฟฉาย ถ่านสำรอง ชุดปฐมพยาบาล วิทยุระบบหมุนมือหรือใช้แบตเตอรี่ และเงินสดกรณีระบบชำระเงินดิจิทัลขัดข้อง โดยเน้นเลือกอาหารที่ไม่ต้องแช่เย็นหรือปรุงสุก เช่น อาหารกระป๋อง ผลไม้อบแห้ง และถั่ว
สาเหตุหลักของแคมเปญนี้มาจากความเสี่ยงสภาพอากาศรุนแรง เช่น พายุ น้ำท่วม และไฟป่า รวมถึงภัยคุกคามทางความมั่นคง โดย เวส สตรีตติง (Wes Streeting) รัฐมนตรีกลาโหมอังกฤษ เตือนถึงการโจมตีทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนขึ้นและการก่อวินาศกรรมจากกลุ่มปฏิปักษ์ อย่างไรก็ดี สตรีตติงยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้ออกคำเตือนเพราะมีสัญญาณภัยคุกคามเฉพาะเจาะจงในเร็วๆ นี้ แต่ต้องการให้ประชาชนตื่นตัวโดยไม่ตื่นตระหนก
คำแนะนำดังกล่าวส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคในอังกฤษเปลี่ยนไปทันที โดย BBC Newsnight รายงานว่า ยอดขายสินค้าฉุกเฉินปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ห้างซูเปอร์มาร์เก็ต Iceland มียอดขายอาหารกระป๋องพุ่งขึ้น 40% ในช่วงสุดสัปดาห์ ร้าน Robert Dyas มียอดขายวิทยุเพิ่มขึ้น 160% และ Maplin รายงานยอดขายไฟฉายเพิ่มขึ้นถึง 284%
ญี่ปุ่นเตรียมร้องขอประชาชนทั่วประเทศสำรองเสบียง 3–7 วัน รับมือภัยพิบัติใหญ่
ขณะเดียวกัน ประเทศญี่ปุ่นกำลังเตรียมยกระดับความพร้อมเพื่อรับมือภัยพิบัติธรรมชาติขนาดใหญ่ โดย FNN สื่อญี่ปุ่นรายงานเมื่อวันที่ 27 ตุลาคมว่า โกชิ โฮโซโนะ (Goshi Hosono) รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านการจัดการภัยพิบัติ เตรียมออกคำร้องขอเร่งด่วนในวันที่ 2 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันเปิดตัวสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งใหม่ เพื่อให้ภาครัฐและประชาชนเตรียมเสบียงและอุปกรณ์สุขาฉุกเฉินให้เพียงพออย่างน้อย 3 วันถึง 1 สัปดาห์
ภัยพิบัติใหญ่ที่ญี่ปุ่นเตรียมความพร้อมรับมือ ได้แก่ แผ่นดินไหวบริเวณร่องนันไค, แผ่นดินไหวใต้พื้นที่มหานครโตเกียว, แผ่นดินไหวบริเวณร่องลึกญี่ปุ่นและร่องลึกชิชิมะ รวมถึงการปะทุของภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งคาดว่าจะสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง และการตัดขาดการจ่ายน้ำ-ไฟฟ้า นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยังเตรียมยกระดับมาตรฐานศูนย์พักพิงอพยพ ทั้งเรื่องห้องน้ำ อาหารปรุงสุก ที่นอน และสถานที่อาบน้ำ โดยร่วมมือกับภาคเอกชน
ยุโรปยกระดับความพร้อม สวีเดนแจกคู่มือสงคราม ยูเครนแนะวิธีเอาชีวิตรอด
ในภูมิภาคยุโรปเหนือและยุโรปตะวันออก ความตื่นตัวด้านความมั่นคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนจากความกังวลเรื่องสงครามรัสเซีย-ยูเครน
- สวีเดน: ในปี 2024 ได้แจกจ่ายคู่มือ In Case of Crisis or War ฉบับปรับปรุงใหม่ไปยัง 5.2 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อมดำรงชีวิตด้วยตนเองอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เนื่องจากสถานการณ์ความมั่นคงในยุโรปรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 (สวีเดนเคยจัดทำคู่มือลักษณะนี้มาแล้วในปี 1943, 1952, 1961 และ 2018)
- ยูเครน: จัดทำคู่มือ Life in Times of War: Tips on Safety, Medicine and Resistance ให้คำแนะนำการปฐมพยาบาล การรักษาความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต และการต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรง
- สหภาพยุโรป (EU): ประกาศยุทธศาสตร์ Preparedness Union Strategy ในปี 2025 ส่งเสริมการเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยไซเบอร์ และภัยสภาพอากาศ โดยสนับสนุนให้ประชาชนดำรงชีวิตเองได้ขั้นต่ำ 72 ชั่วโมง
กระแสกักตุนอาหารเกิดจากอะไร?
การรณรงค์สำรองเสบียงไม่ได้เกิดขึ้นจากสาเหตุเดียว แต่มาจากมิติความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละพื้นที่:
- บทเรียนจากภัยพิบัติ: กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น ถอดบทเรียนจากแผ่นดินไหวใหญ่ปี 2011 ซึ่งระบบขนส่งถูกตัดขาดจนประชาชนต้องรออาหารนานถึง 3 วัน การจ่ายไฟใช้เวลาฟื้นฟูกว่า 1 สัปดาห์ และน้ำประปานานกว่า 10 วัน ญี่ปุ่นจึงส่งเสริมแนวทาง Rolling Stock หรือการซื้ออาหารประจำเป็นประตุนไว้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทยอยบริโภคตามวันหมดอายุ และซื้อเติมสม่ำเสมอ เพื่อให้มีเสบียงพร้อมโดยไม่ต้องกว้านซื้อครั้งใหญ่
- ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐาน: สงครามในยุโรปกระตุ้นให้หลายประเทศปรับปรุงหลุมหลบภัยและระบบป้องกันภัยพลเรือน ขณะที่ประเทศอย่างอังกฤษเน้นการป้องกันผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาจหยุดชะงักระบบสาธารณูปโภค
กักตุนอาหารทั่วโลก สัญญาณสงครามครั้งใหญ่หรือไม่?
แม้ความเคลื่อนไหวพร้อมๆ กันจะสร้างความตระหนก แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า การรณรงค์ให้สำรองอาหารเป็นสัญญาณเตือนร่วมกันถึงสงครามโลกครั้งใหญ่ในเร็วๆ นี้ เนื่องจากแต่ละประเทศมีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจงที่แตกต่างกันชัดเจน เช่น ญี่ปุ่นเน้นภัยธรรมชาติ อังกฤษเน้นภัยไซเบอร์ ส่วนยุโรปตะวันออกเน้นความมั่นคงชายแดน
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจ UK Public Survey of Risk Perception, Resilience and Preparedness 2026 ของรัฐบาลอังกฤษพบว่า:
- มีประชาชนเพียง 13% ที่รู้สึกว่าตนเองมีความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินในระดับสูงสุด
- อีก 50% ระบุว่ามีความพร้อมเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย
- 29% ไม่มีเงินทุนเพียงพอในการซื้อสิ่งของสำรองเพิ่ม และ 18% มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่จัดเก็บ