ในเวทีเสวนา ‘Common Ground ชวน Talk’ ภายใต้หัวข้อ ‘OECD Readiness: เตรียมพร้อมระบบยุติธรรมไทยสู่มาตรฐาน OECD’ ณ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ได้เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเชิงลึกถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งถือเป็นหมุดหมายครั้งประวัติศาสตร์ในการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการหาอัตลักษณ์ใหม่ให้กับประเทศ (Reinvent Thailand)
เวทีดังกล่าวนำโดย ดร. พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ พร้อมด้วยตัวแทนจาก 4 องค์กรหลัก ได้แก่ ดร. ธัชไท กีรติพงศ์ไพบูลย์ (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ), ดร. ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา), ดร. อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ (TIJ) และ นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ (กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ) โดยมี อุกฤษฏ์ ศรพรหม (TIJ) ร่วมดำเนินรายการ เพื่อร่วมกันชี้ให้เห็นว่ามาตรฐานสากลนี้ไม่ใช่เพียงการทำข้อสอบของภาครัฐ แต่คือจุดเปลี่ยนที่จะสร้างความเป็นธรรมที่จับต้องได้จริงในชีวิตของประชาชน
โอกาสครั้งประวัติศาสตร์และการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง (Reinvent Thailand)
ดร. พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ ชี้ว่า การสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นเดิมพันครั้งใหญ่เพื่อกำหนดทิศทางประเทศในระยะยาวผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพื่อพาไทยก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและลดความเหลื่อมล้ำ
จุดเด่นของวิธีคิดแบบ OECD คือการเน้นสร้างเรื่องเล่าเชิงนโยบายใหม่ นำไปสู่การปรับเปลี่ยนทัศนคติ และใช้ การประเมินแบบเพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Review) เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประเทศสมาชิกโดยไม่ใช้อำนาจบังคับสั่งการ นอกจากนี้ OECD ยังเน้นย้ำเรื่องสำคัญ 2 ประการ ได้แก่
- การจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระบบและจำแนกกลุ่มประชากร (Disaggregated Data): เช่น จำแนกตามเพศ หรือสถานะทางเศรษฐกิจ ซึ่งระบบยุติธรรมไทยยังคงมีข้อมูลกระจัดกระจายและต้องเร่งปรับปรุง
- ความเชื่อมั่นที่มี ‘ประชาชน’ เป็นศูนย์กลาง: ระบบเศรษฐกิจและสังคมต้องอาศัยกฎหมายและการบังคับใช้ที่เป็นธรรม การสร้างความเชื่อมั่นและการผลักดันการระงับข้อพิพาททางเลือกจึงเป็นตัวชี้วัดประสิทธิผลที่สำคัญ
ประเทศไทยอยู่ตรงไหนบนเส้นทาง 10 ขั้นตอนสู่ OECD
ดร. ธัชไท กีรติพงศ์ไพบูลย์ จาก สภาพัฒน์ อธิบายว่า OECD มีสมาชิก 38 ประเทศ คิดเป็นมูลค่า GDP กว่า 60% ของโลก และมี 8 ประเทศที่อยู่ระหว่างกระบวนการขอเข้าเป็นสมาชิก โดยไทยมุ่งเปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้ตามมาตรฐาน’ (Follower) ไปสู่ ‘ผู้ร่วมกำหนดกติกาโลก’ (Rule Maker)
สำหรับความคืบหน้าบนเส้นทาง 10 ขั้นตอนในการเข้าเป็นสมาชิก ปัจจุบันประเทศไทยได้ผ่านขั้นตอนที่ 1–4 (การแสดงเจตจำนงทางการทูต) และขั้นตอนที่ 5 (การประเมินตนเองเบื้องต้น หรือ Initial Memorandum: IM ร่วมกับหน่วยงานกว่า 200–300 แห่ง) เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ใน ขั้นตอนที่ 6 คือ การประเมินทางเทคนิค (Technical Review) ซึ่งมีความเข้มข้นสูง โดยมีคณะกรรมการของ OECD รวม 25 คณะเข้ามาตรวจสอบช่องว่าง (Gap) เพื่อช่วยยกระดับแนวทางของไทย
การปฏิรูปกฎหมาย: ทลายกรอบบริหารงานแบบแยกส่วน
ดร. ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ชี้ว่า OECD เป็นเครื่องมือช่วยทลายทางตันให้ประเทศ โดยกฤษฎีกาได้นำกรอบคิด OECD มาปรับใช้ในกฎหมายไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 และ พ.ร.บ. หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 เพื่อให้กฎหมายมีการติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์แบบเป็นวงกลม ยกเลิกกฎหมายที่ล้าหลัง
ดร. ณรัณ ระบุว่า ระบบยุติธรรมไทยเดิมยังติดอยู่ในกรอบการบริหารงานแบบแยกส่วน (Silo) ทั้งตำรวจ อัยการ ศาล และราชทัณฑ์ โดยความยุติธรรมที่แท้จริงต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการออกกฎหมายที่ไม่สร้างภาระจนประชาชนกลายเป็นผู้กระทำผิดอาญาโดยไม่จำเป็น พร้อมเสนอให้ระบบยุติธรรมตามมาตรฐาน OECD ยึดถือ 5 ด้านสำคัญ คือ มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง, คำนึงถึงความต้องการของประชาชน, ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์, ให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจ และมีการติดตามประเมินผล
ต้นทุนอาชญากรรม 9.7 แสนล้าน และกรอบ People-Centered Justice
ดร. อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผู้อวยการ TIJ เผยผลงานวิจัยเรื่อง ‘ต้นทุนอาชญากรรม’ (Cost of Crime Study) ร่วมกับนักเศรษฐศาสตร์ยุติธรรมของ OECD พบว่าในปี 2022 ประเทศไทยต้องแบกรับต้นทุนความสูญเสียจากอาชญากรรมสูงถึง 973,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5.6% ของ GDP (สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วซึ่งอยู่ที่ราว 2-3%) โดยเกือบ 1 ใน 3 เกิดจากปัญหาความรุนแรง และส่งผลกระทบครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาล สุขภาพจิต และการสูญเสียผลิตภาพ
TIJ จึงร่วมกับ UNDP จัดทำแบบสำรวจความต้องการด้านความยุติธรรม (Justice Needs Survey) และผลักดันกรอบ People-Centered Justice (PCJ Framework) เพื่อเปลี่ยนวิธีคิดจากการ ‘ตั้งต้นที่กฎหมายและหน่วยงาน’ มาเป็นการ ‘ตั้งต้นที่ปัญหาและความต้องการของประชาชน’ ผ่าน 4 คำถามหลัก
- Who: ใครกำลังมีปัญหาและยังเข้าไม่ถึงระบบ
- What: ปัญหาที่แท้จริงที่เขาต้องการแก้ไขคืออะไร
- What works: วิธีการใดที่แก้ปัญหาได้จริง รวดเร็ว และคุ้มค่า
- What outcome: ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นช่วยเปลี่ยนชีวิตประชาชนให้ดีขึ้นหรือไม่
การขับเคลื่อนภาคปฏิบัติ: มาตรฐาน RBC และกลไก NCP
นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวถึงการขับเคลื่อนในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบหลัก (RA) ด้าน Responsible Business Conduct (RBC) ซึ่งต่อยอดมาจากหลักการ UNGPs โดยเน้นกำกับดูแลไม่ให้การดำเนินธุรกิจก่อผลกระทบเชิงลบต่อสิทธิมนุษยชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ผ่าน 2 เสาหลัก
- การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence: HRDD): กระบวนการบริหารความเสี่ยงที่ภาคธุรกิจต้องลงมือทำอย่างต่อเนื่อง
- ศูนย์ประสานงานระดับชาติ (National Contact Point: NCP): กลไกรับเรื่องร้องเรียนและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนอกศาล (Non-Judicial Grievance Mechanism) สำหรับบรรษัทข้ามชาติ จัดตั้งร่วมกันโดย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยมีคณะกรรมการที่ปรึกษาจากหลายภาคส่วนร่วมกำกับทิศทาง
บทสรุป
การเดินทางเข้าสู่สมาชิกภาพ OECD ของประเทศไทย จึงไม่ใช่เพียงการทำข้อสอบส่งต่างชาติเพื่อแลกกับตราประทับเชิงสัญลักษณ์ แต่คือเดิมพันครั้งสำคัญในการยกเครื่องโครงสร้างเชิงสถาบันและกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ เพื่อเปลี่ยนแรงกดดันจากมาตรฐานสากลให้กลายเป็นความเป็นธรรมที่กินได้จริง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน