ญี่ปุ่นได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มีธุรกิจอายุยืนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จากการสำรวจของ Teikoku Databank ระบุว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของบริษัทที่มีอายุเกิน 100 ปีทั่วโลกตั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่น โดยในปี 2025 ญี่ปุ่นมีบริษัทที่อายุเกิน 100 ปีมากถึง 46,708 แห่ง และในจำนวนนี้มีหลายพันแห่งที่ดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่สมัยเอโดะหรือก่อนหน้านั้น ตัวเลขดังกล่าวยิ่งมีความหมายในช่วงเวลาที่โลกต้องเผชิญกับความผันผวนพร้อมกันหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม วิกฤตพลังงาน การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ตลอดจนความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภค
ธุรกิจญี่ปุ่นที่มีอายุเกิน 100 ปีไม่ได้เพียงแค่ผ่านวัฏจักรเศรษฐกิจมาหลายรอบ แต่บางแห่งยังผ่านสงครามโลก แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ สึนามิ ไฟไหม้เมือง โรคระบาด และการล่มสลายของอุตสาหกรรมที่เคยเป็นรายได้หลักของตนเองมาแล้ว เมื่อศึกษาธุรกิจญี่ปุ่นที่สามารถก้าวผ่านวิกฤตและส่งต่อกิจการจากรุ่นสู่รุ่น จะพบหัวใจสำคัญร่วมกันอยู่ 3 ประการ ได้แก่ “Clear Purpose, Grit and Perseverance และ Thankful Mindset”
1. Clear Purpose — Rinen “เมื่อกำไรเป็นผลลัพธ์ ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดของการมีอยู่”
คำว่า Rinen — 理念 หมายถึงอุดมการณ์หรือปรัชญาที่เป็นแก่นขององค์กร
สำหรับธุรกิจญี่ปุ่น Rinen ไม่ได้เป็นเพียงข้อความสวยงามที่ติดอยู่บนผนัง แต่เป็นเสมือนเข็มทิศที่ใช้กำหนดว่า ธุรกิจมีอยู่เพื่ออะไร ต้องการสร้างคุณค่าให้ใคร และมีหลักการใดที่ไม่ควรถูกละทิ้ง แม้องค์กรกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจ
ธุรกิจที่มี Rinen ชัดเจนจึงไม่ได้ตัดสินใจจากยอดขายหรือผลกำไรระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่จะพิจารณาด้วยว่า การตัดสินใจนั้นสอดคล้องกับความรับผิดชอบที่องค์กรมีต่อลูกค้า พนักงาน คู่ค้า ชุมชน และสังคมหรือไม่
Sumitomo: ยึดมั่นในความซื่อสัตย์มากกว่ากำไรเฉพาะหน้า
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ Sumitomo Group ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 400 ปี
หลักคิดทางธุรกิจของ Sumitomo มีรากฐานมาจากคำสอนของ Masatomo Sumitomo ผู้เน้นย้ำให้ทำงานด้วยความจริงใจ เอาใจใส่ผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการแสวงหากำไรเฉพาะหน้าโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบระยะยาว หลักการดังกล่าวถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นและกลายเป็นรากฐานของสิ่งที่เรียกว่า “Sumitomo Business Philosophy”
ตลอดหลายศตวรรษ ธุรกิจของ Sumitomo เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ตั้งแต่การค้าและการถลุงทองแดง ไปจนถึงการเงิน อุตสาหกรรม เทคโนโลยี และธุรกิจระดับโลก แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือการให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ ความรอบคอบ และประโยชน์ของสังคมในระยะยาว
นี่คือความแตกต่างระหว่างองค์กรที่ “ยึดติดกับธุรกิจเดิม” กับองค์กรที่ “ยึดมั่นในอุดมการณ์เดิม” Sumitomo ไม่จำเป็นต้องขายสินค้าแบบเดิมตลอดไป แต่ยังคงใช้หลักคิดเดิมในการพิจารณาว่าควรทำหรือไม่ควรทำสิ่งใด
บทเรียนสำคัญจาก Sumitomo คือ: Purpose ที่ชัดเจนไม่ได้ทำให้องค์กรเปลี่ยนแปลงช้าลง แต่ช่วยให้องค์กรเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่สูญเสียตัวตน
ผลิตภัณฑ์อาจเปลี่ยน เทคโนโลยีอาจเปลี่ยน ช่องทางการขายอาจเปลี่ยน แต่เหตุผลที่องค์กรมีอยู่และคุณค่าที่ต้องการสร้างให้ผู้คนควรมีความชัดเจนและสม่ำเสมอ
2. Grit and Perseverance — Ganbatte Spirit “การยืนหยัดไม่ใช่การยึดติด แต่คือการไม่ยอมทอดทิ้งความรับผิดชอบ”
คำว่า Ganbatte — 頑張って มักถูกแปลว่า “สู้ ๆ” หรือ “พยายามต่อไป” แต่ความหมายในบริบทของธุรกิจญี่ปุ่นลึกซึ้งกว่านั้น
Ganbatte Spirit ไม่ได้หมายถึงการฝืนทำสิ่งเดิมทั้งที่โลกเปลี่ยนไปแล้ว แต่หมายถึงการไม่ยอมทอดทิ้งหน้าที่ ไม่หลีกหนีปัญหา และพร้อมเรียนรู้ ปรับตัว และเริ่มต้นใหม่ แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากเพียงใดก็ตาม
Yagisawa Shoten: เมื่อโรงงานหายไป แต่ความรับผิดชอบยังอยู่
Yagisawa Shoten ผู้ผลิตโชยุและผลิตภัณฑ์หมักในเมือง Rikuzentakata ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1807
เหตุการณ์สึนามิเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2011 ทำลายโรงงาน สำนักงาน สินค้าคงคลัง และเครื่องจักรของบริษัทเกือบทั้งหมด ความเสียหายถูกประเมินไว้ประมาณ 220 ล้านเยน สำหรับธุรกิจครอบครัวขนาดเล็ก เหตุการณ์เช่นนี้อาจเป็นเหตุผลที่เพียงพอสำหรับการปิดกิจการ แต่ Michihiro Kono ทายาทรุ่นที่ 9 ตัดสินใจเดินหน้าต่อ และยังคงจ่ายค่าจ้างให้พนักงานทั้ง 38 คน แม้บริษัทแทบไม่มีสินค้าจำหน่าย ในช่วงแรก พนักงานของบริษัทช่วยกันทำงานอาสาสมัคร แจกจ่ายอาหารและสิ่งของจำเป็นให้กับผู้ประสบภัยในชุมชน
ต่อมา ผู้สนับสนุนจากทั่วประเทศช่วยระดมทุนให้บริษัทประมาณ 150 ล้านเยน จน Yagisawa สามารถสร้างโรงงานแห่งใหม่และกลับมาเริ่มการผลิตได้อีกครั้งในปี 2013 สิ่งที่ทำให้ Yagisawa อยู่รอดจึงไม่ใช่เพียงเงินทุน แต่คือการตัดสินใจไม่ทอดทิ้งพนักงาน ความไว้ใจที่สะสมกับลูกค้า และความสัมพันธ์ที่บริษัทสร้างไว้กับชุมชนตลอดระยะเวลากว่า 200 ปี
ธุรกิจญี่ปุ่นที่ยืนหยัดได้จึงไม่ได้สะสมเพียงเงินสำรอง แต่ยังสะสมความรู้ มาตรฐาน ความสัมพันธ์ และความสามารถของคน ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยให้องค์กรลุกขึ้นใหม่ได้ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต
3. Thankful Mindset — Kansha no Kokoro “เพราะไม่มีธุรกิจใดอยู่รอดมาได้ด้วยตัวเองโดยลำพัง”
คำว่า Kansha no Kokoro — 感謝の心 หมายถึงจิตใจที่รู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจ
สำหรับธุรกิจญี่ปุ่น ความขอบคุณไม่ควรหยุดอยู่เพียงคำว่า “ขอบคุณที่อุดหนุน” แต่ต้องเปลี่ยนเป็นการกระทำที่ทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจเข้มแข็งขึ้น
เมื่อเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิในปี 2011 มีการศึกษาพบว่า บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของพนักงาน ลูกค้า และชุมชนก่อนการลดต้นทุนหรือการรักษาผลกำไรระยะสั้น สะท้อนแนวคิดว่าหน้าที่ขององค์กรไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างผลตอบแทนทางการเงิน แต่รวมถึงการรักษาประโยชน์ส่วนรวมด้วย อย่างเช่นในกรณีของ Yagisawa Shoten ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น นี่คือตัวอย่างหนึ่งของ Thankful Mindset ที่ถูกเปลี่ยนจากความรู้สึกให้กลายเป็นรูปแบบการบริหารงานจริง
100 Choujin (挑人): เปลี่ยนความขอบคุณให้เป็นการสร้างคนที่สร้างอนาคต
แนวคิดนี้ยังสะท้อนอย่างชัดเจนในสิ่งที่ Koji Okada ประธานและซีอีโอของ Nippon Technology Solution (NTS) กำลังพยายามสร้างขึ้น
Koji-san เข้ารับตำแหน่งผู้นำของ NTS ในปี 1999 ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมเดิม บริษัทจึงต้องเปลี่ยนตัวเองจากธุรกิจที่พึ่งพาอุตสาหกรรมหลอดภาพ CRT ไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีและโซลูชันรูปแบบใหม่ ก่อนเร่งขยายธุรกิจ NTS ได้วางปรัชญาการบริหารที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความสุขให้กับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งลูกค้า คู่ค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น และสังคม ภายใต้แนวคิดที่บริษัทเรียกว่า Happy Spiral หรือวงจรแห่งความสุขที่ส่งต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง
ต่อมา Koji-san พัฒนาแนวคิด Choujin — 挑人 ซึ่งหมายถึงผู้ที่กล้าท้าทายสิ่งใหม่ มองการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก และรับผิดชอบจนเกิดผลลัพธ์ ไม่ใช่เพียงผู้ที่มีความสามารถทางเทคนิคเท่านั้น
หัวใจสำคัญของโครงการ Choujin100 หรือ 100 Choujins คือการสร้างคน 100 คนที่สามารถพัฒนาและบริหารธุรกิจขนาด 100 ล้านเยนได้ด้วยตนเอง หากแต่ละคนสร้างธุรกิจและสร้างคนต่อไปได้ เป้าหมายธุรกิจขนาด 10,000 ล้านเยนก็จะไม่ได้เกิดจากการรวมอำนาจไว้ที่ผู้นำเพียงคนเดียว แต่เกิดจากระบบนิเวศของผู้คนที่มีความสามารถและพร้อมสร้างอนาคตร่วมกัน แม้ NTS จะยังไม่ใช่บริษัทอายุ 100 ปี แต่สิ่งที่ Koji-san กำลังออกแบบคือโครงสร้างที่จะพาองค์กรไปสู่ศตวรรษต่อไป เขาไม่ได้มองพนักงานเป็นเพียงทรัพยากรสำหรับสร้างยอดขาย แต่ต้องการส่งต่อความรู้ โอกาส ความเชื่อมั่น และความสามารถในการสร้างธุรกิจให้กับคนรุ่นใหม่
นี่อาจเป็นรูปแบบที่ลึกซึ้งที่สุดของคำว่า “ขอบคุณ” คือการตอบแทนคุณค่าที่เราเคยได้รับ ด้วยการทำให้คนอื่นสามารถยืนได้ด้วยตนเอง และมีพลังมากพอที่จะส่งต่อคุณค่านั้นไปสู่คนรุ่นถัดไป
สรุปภาพรวม 3 ปัจจัยแห่งความยั่งยืน
เมื่อพิจารณาทั้งสามปัจจัยร่วมกัน จะพบว่า ธุรกิจญี่ปุ่นที่ยืนยาวไม่ได้แยก Purpose ความเพียรพยายาม และความขอบคุณออกจากกัน
- Rinen: ทำให้องค์กรรู้ว่าเหตุใดตนเองจึงต้องยืนหยัด
- Ganbatte Spirit: ทำให้องค์กรไม่ยอมแพ้ต่อปัญหา และพร้อมเปลี่ยนวิธีการเพื่อรักษาคุณค่าที่สำคัญ
- Kansha no Kokoro: ทำให้องค์กรไม่ลืมว่า การอยู่รอดของธุรกิจเกิดจากการสนับสนุนของผู้คนจำนวนมาก และหน้าที่ขององค์กรคือการส่งต่อคุณค่ากลับคืนไปให้คนเหล่านั้น
• เมื่อลูกค้าเข้มแข็ง องค์กรจะได้รับความไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง
• เมื่อพนักงานเข้มแข็ง องค์กรจะมีความสามารถในการเรียนรู้และสร้างนวัตกรรม
• เมื่อคู่ค้าและชุมชนเข้มแข็ง องค์กรจะมีระบบนิเวศที่พร้อมช่วยเหลือกันในยามวิกฤต
• และเมื่อสังคมเข้มแข็ง ธุรกิจก็จะมีพื้นที่ในการเติบโตต่อไปอย่างมีความหมาย
ดังนั้น ธุรกิจอายุ 100 ปีจึงไม่ควรถูกสร้างขึ้นจากคำถามว่า “เราจะทำอย่างไรให้บริษัทของเราอยู่รอดนานที่สุด”
แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า “เราจะทำอย่างไรให้ผู้คนรอบตัวเราเข้มแข็งขึ้น จนสังคมยังคงต้องการให้ธุรกิจของเราดำรงอยู่ต่อไป”
ท้ายที่สุด แบรนด์ที่ยั่งยืนอาจไม่ใช่แบรนด์ที่ผู้คนจดจำได้นานที่สุด แต่คือแบรนด์ที่ยังคงสร้างคุณค่าและมีความหมายต่อผู้คนในทุกยุคทุกสมัย