Marketing Insight & Technology
Conference 2024 (MITCON2024) เซกชั่น โลกอนาคตของการทำอีคอมเมิร์ซ
โดยวิทยากร คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ CEO PaySolutions, Creden. co, Gash.ai
อีคอมเมิร์ซในไทย ช่วง 10
ปีที่ผ่านมา
ปี 2011: เริ่มมีการพูดถึงอีคอมเมิร์ซในไทยอย่างจริงจัง
โดยมีการพัฒนาระบบและแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อรองรับการซื้อขายออนไลน์
ปี 2013: การเข้ามาเริ่มต้นในไทยของ
Lazada จนกลายเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
โดยเน้นการขายสินค้าหลากหลายประเภทและโปรโมชั่นที่ดึงดูดผู้บริโภค
สอดรับกับการเติบโตของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยมีผู้ใช้งานถึง 20 ล้านคน
ส่งผลให้อีคอมเมิร์ซเริ่มได้รับความนิยม
ปี 2015: การเข้ามาของ Shopee
ในไทย
และเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยกลยุทธ์การตลาดที่เน้นโปรโมชั่นและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้
โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ตลอดจน True Move เปิดตัวบริการ 4G
เป็นครั้งแรกในไทย ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต
ทำให้ผู้บริโภคสามารถทำธุรกรรมออนไลน์ได้สะดวกยิ่งขึ้น
ปี 2017: การใช้งานสมาร์ตโฟนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ส่งผลให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซง่ายขึ้น
ปี 2018: การเติบโตของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทย
พุ่งถึง 45 ล้านคน
ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซ
โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมช้อปปิ้งออนไลน์
ปี 2019: การเติบโตของอีคอมเมิร์ซ
ทำให้มีบริษัทขนส่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย นอกจากไปรษณีย์ไทย เช่น J&T
Express, Ninja Van, GrabExpress ซึ่งเกิดการแข่งขันกันในด้านความรวดเร็วและราคาค่าขนส่ง
ส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นในการจัดส่งสินค้า
ปี 2020: วิกฤตโรคระบาดทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้บริการอีคอมเมิร์ซมากขึ้น
เนื่องจากความสะดวกและความปลอดภัยจากการซื้อสินค้าออนไลน์
ปี 2021: ระบบชำระเงินพร้อมเพย์
ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถทำธุรกรรมได้ง่ายและรวดเร็ว
โดยไม่ต้องพกเงินสดหรือใช้บัตรเครดิต ทำให้การซื้อขายออนไลน์สะดวกยิ่งขึ้น
และการที่ TikTok Shop เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถซื้อสินค้าผ่านวิดีโอสั้น
ๆ บนแพลตฟอร์มได้โดยตรง ก็สร้างกระแสใหม่ในการช้อปปิ้งออนไลน์
อีคอมเมิร์ซในไทย 5
ปีหลังจากนี้
ภาพรวมตลาดอีคอมเมิร์ซกลุ่ม E-Marketplace ปี 2023 มูลค่าอยู่ที่ 835,980
ล้านบาท แบ่งเป็น Shopee 4.71 แสนล้านบาท Lazada 3.43 แสนล้านบาท TikTok 2 หมื่นล้านบาท
ผู้ใช้งานอีคอมเมิร์ซในปี 2023 อยู่ที่ 41.5 ล้านคน การใช้จ่ายต่อประชากรไทยเฉลี่ย
8,840 บาทต่อคนต่อปี
คุณภาวุธ
ประเมินว่าแนวโน้มอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ปี 2024-2028
ยังเติบโตต่อเนื่อง หากไม่นับช่วงโควิดที่ชะลอตัวเนื่องจากตลาดใหญ่ของประเทศไทยอย่างกลุ่มสายการบินและโรงแรมได้รับผลกระทบหนัก
แต่ก็ผ่านพ้นมาเรียบร้อย
ระบบขนส่งในภาคอีคอมเมิร์ซที่กำลังพัฒนาต่อเนื่อง
จากปัจจัยเกื้อหนุนต่าง ๆ ที่ถูกนำมาใช้แล้วในต่างประเทศ
และจะขยายเข้ามาในไทยในระยะเวลาอีกไม่นาน อาทิ โดรนส่งสินค้า, โมเดลการสร้างคลังสินค้าขนาดเล็ก
พื้นที่ระหว่าง 3,000-10,000 ตารางฟุตใน Strategic
location
ตลอดจนโมเดลซึ่งกำลังไปได้ดีในประเทศไทย
อย่างการใช้พนักงานขับรถที่ไม่ใช่พนักงานประจำมาช่วยในการขนส่ง เช่น บริการของ Grab หรือ Uber ที่สามารถให้คนทั่วไปเข้ามารับส่งสินค้า
เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดส่งได้มากขึ้น
ปัจจัยของระบบขนส่งข้างต้น
ทำให้ไม่เพียงกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองหลัก
แต่ต่างจังหวัดก็จะกลายมาเป็นตลาดใหญ่ของอีคอมเมิร์ซ
โดยเฉพาะสินค้าเฉพาะกลุ่มและสินค้าราคาย่อมเยา
เนื่องจากตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มต่างจังหวัด
อย่างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติจีนที่มีจุดขายด้วยราคาที่ต่ำ
ซึ่งเตรียมเข้ามาบุกตลาดไทยอย่าง Temu ก็เป็นแพลตฟอร์มที่เน้นเจาะกลุ่มคนต่างจังหวัด
ซึ่งนำมาสู่การสะท้อนว่าตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนข้ามชาติอย่างสมบูรณ์แล้ว
ตลอดระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็น ซื้อ, ขนส่ง, โฆษณา
โดยแต่ละแพลตฟอร์มยังมีความแข็งแรงในกลุ่มสินค้าที่แตกต่างกัน
อาทิ TikTok
Shop ในกลุ่มความงามและสุขภาพ Shopee ในกลุ่มบ้านและที่อยู่อาศัย
เครื่องใช้ไฟฟ้า
โดยการที่ตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยถูกผูกขาด
ก็ทำให้เกิดผลกระทบอย่างการขึ้นราคา อาทิ Lazada จากตอนที่เริ่มเปิดให้บริการในปี
2012 คิดราคาค่าบริการ 0%
ขยับไปอยู่ที่ 4% ในเดือนต.ค. 2023
Shopee จากตอนที่เริ่มเปิดให้บริการในปี
2012 ราคาค่าบริการ 0% ขยับไปอยู่ที่ 4% ในปัจจุบัน และยังพบว่าทั้งสองแพลตฟอร์มมีการปรับอัตราขึ้นต่อเนื่อง
คุณภาวุธ เล่าว่า ความไม่ปกติ คือ อย่างเวลาวัตถุดิบอาหารหลักในสังคม
เช่น เนื้อสัตว์หรือผักขึ้นราคา ยังมีการออกมาตรการควบคุมหรือช่วยเหลือผู้บริโภค
แต่กับแพลตฟอร์มที่คนไทยใช้กันครึ่งประเทศ
กลับไม่ได้รับการตอบสนองอย่างที่ควรจากภาครัฐในกรณีการขึ้นราคา
โดยหลังจากนี้
ประเทศไทยก็จะต้องหันมามองหาโอกาสใน “อีคอมเมิร์ซเฉพาะทาง” ซึ่งปัจจุบันมีอาทิ NocNoc ตลาดออนไลน์วัสดุและของแต่งบ้าน เป็นต้น ซึ่งแพลตฟอร์มในกลุ่มเฉพาะทาง
การที่จะเติบโตอย่างยั่งยืน ก็ต้องมองถึงการขยายตลาดไปสู่ภูมิภาคให้ได้
ความท้าทายของอีคอมเมิร์ซในไทย
การที่คนไทยซื้อของผ่าน Marketplace มากขึ้นเรื่อย ๆ จึงเกิดการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดนี้
แม้แต่กลุ่มธุรกิจรายย่อยก็เข้ามารวมตัวกันอยู่ในพื้นที่จอสี่เหลี่ยมของสมาร์ตโฟน
ทำให้เกิดภาวะตลาดที่ยิ่งขาย ยิ่งขาดทุน
ทั้งนอกจากกลุ่ม Marketplace จะขึ้นราคาอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังพบว่ามีการปิดกั้นข้อมูลลูกค้ากับผู้ขาย
เนื่องจากแพลตฟอร์มกลัวการคัดลอกข้อมูลลูกค้าโยกไปทำหน้าร้านของตัวเอง
และการที่สินค้าจีนบุกตลาดอีคอมเมิร์ซเต็มสูบ
ประกอบกับการที่รัฐบาลยังคงเพิกเฉย ทำให้เป็นความท้าทายหลักของตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยหลังจากนี้อีกด้วย
ขณะที่กรมสรรพากร
ตอนนี้เริ่มดำเนินการจัดเก็บภาษีผ่านแพลตฟอร์ม Marketplace เรียบร้อยแล้ว
เทรนด์อีคอมเมิร์ซในไทย
อีคอมเมิร์ซในไทยจะมีช่องทางการขายที่หลากหลายมากขึ้น
และมีช่องทางใหม่ ๆ เกิดขึ้นต่อเนื่อง อาทิ ยูทูบ ที่เพิ่งเปิดใช้งาน YouTube Affiliate
และการค้าออนไลน์จะเชื่อมต่อกันเป็นระบบ
หนึ่งแพลตฟอร์มจะมีช่องทางการขายทั้งเว็บไซต์, แชตคอมเมิร์ซ, อีคอมเมิร์ซ, ไลฟ์คอมเมิร์ซ
ซึ่งทุกอย่างจะเชื่อมโยงเข้าด้วยกันผ่าน Ads Management Platform และ Customer Data Platform (CDP) จะเป็นแกนสำคัญของอีคอมเมิร์ซในอนาคต
ซึ่งปัจจุบันมีให้บริการอยู่ในไทยแล้วหลายราย
AI เข้ามามีบทบาทสำคัญ
เพราะสามารถเพิ่มความโปรดักทีฟให้การขายสินค้าในตลาดอีคอมเมิร์ซเร็วขึ้นกว่า 10 เท่า
โรงงานตรงยังผู้บริโภค (Manufacturing to
Consumer (M2C)) โดยมี Temu เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน
จากการนำผลิตภัณฑ์จีนส่งให้ผู้ซื้อชาวไทยโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง
ด้วยวิธีการสต๊อกสินค้าใว้ที่โรงงานในไทย
การค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ (Cross Border
Ecommerce) อาทิ Shopee ที่มีโปรแกรม Shopee
International Platform (SIP) ซึ่งผู้ขายสามารถขายสินค้าข้ามประเทศได้ในกลุ่มสิงคโปร์,
มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ไทย
ภาวุธ มองว่าเป็นแนวทางที่ควรถูกผลักดัน
เพื่อที่จะสามารถดึงเม็ดเงินกลับเข้ามาประเทศได้มากขึ้น
ลูกค้าจะซับซ้อนมากขึ้น (Consumer
Sophistication) เนื่องจากผู้บริโภคมีความรู้ด้านเทคโนโลยีและมีความต้องการที่เพิ่มขึ้นในแง่ของคุณภาพสินค้า
ความเร็วในการจัดส่ง และการบริการ แบรนด์ต่าง ๆ
จึงจำเป็นต้องมอบประสบการณ์ที่ราบรื่น ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์
เพื่อให้ประสบความสำเร็จ
Source :
https://marketeeronline.co/archives/381020