ในโลกของการตลาดและการขาย
เชื่อว่า หลายคนคงคุ้นชินกับคำว่า Up - selling และ Cross
- selling กันดี ซึ่งหาก จะอธิบายความหมายให้เข้าใจแบบง่ายๆ
แล้วจะพบว่า
Up -
selling เป็นกลยุทธ์การเพิ่มยอดขาย
ที่เน้นการจูงใจเพื่อกระตุ้นความรู้สึกให้ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายต้องการ
ซื้อสินค้าหรือบริการในราคาที่สูงขึ้น แต่แลกมาซึ่งคุณภาพที่ดีกว่าเดิม
หรือได้ความคุ้มค่าคุ้มราคา ในปริมาณที่มากขึ้นแต่จ่าย เพิ่มในจำนวนเงินไม่มากนัก
ถือเป็นเทคนิคการขายที่ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจการขายสินค้าเป็นอย่างมากทั้งการขายผ่านช่องทางออนไลน์
และออฟไลน์หรือขายผ่านหน้าร้านค้าปลีก
โดยลักษณะของการจูงใจทำได้ด้วยการเชื้อเชิญให้ลูกค้าเชื่อว่า การที่พวกเขาเพิ่ม
เงินอีกเพียงเล็กน้อย สินค้าหรือบริการที่พวกเขาจะได้รับจะยิ่งคุ้มค่ามากกว่าเดิม
ซึ่งเป็นหลักของการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อที่ เป็น Impulse Buying ที่ลูกค้าไม่ได้
Up - selling วางแผนที่คิดจะซื้อตั้งแต่แรก
แต่ถูกกระตุ้นด้วยความคุ้มค่าคุ้มราคาจนยาก
ที่จะปฏิเสธได้

ตัวอย่างของการใช้กลยุทธ์
Up -
selling ที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือการกระตุ้นการซื้อสินค้าในขนาดไซส์ที่ใหญ่ขึ้นของ
บรรดาร้าน QSR แบรนด์ดัง ไม่ว่าจะเป็นเคเอฟซี หรือแมคโดนัลด์
ที่นิยมนำกลยุทธ์การเพิ่มยอดขายแบบนี้มาใช้ โดยเมื่อเรา
เดินเข้าไปสั่งสินค้าที่หน้าเคาน์เตอร์มักจะถูกพนักงานขายกระตุ้นให้สั่งเฟรนช์ฟรายส์
หรือเครื่องดื่มในไซส์หรือขนาดที่ใหญ่ขึ้น
เมื่อลูกค้าเห็นว่ามันคุ้มค่าเพราะได้ปริมาณที่มากขึ้นก็เลยยอมควักเงินจ่ายเพิ่มขึ้น
ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จในการปิดการ ขายในจำนวนเม็ดเงินที่มากขึ้น
การกระตุ้นการซื้อผ่านกลยุทธ์
Up -
selling นี้ นอกจากการกระตุ้นให้ซื้อในไซส์หรือขนาดที่ใหญ่ขึ้นแล้ว
บางครั้ง เรายังได้เห็นการกระตุ้นผ่านรูปแบบการซื้อที่เป็น 2 แถม 1 หรือ ซื้อ 3
แถม 1 ซึ่งเป็นการช่วยกระตุ้นให้เกิดการซื้อในปริมาณที่ มากขึ้น
โดยแบรนด์สินค้าก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะไม่ได้ลดคุณภาพหรือปริมาณสินค้าลง
แต่กลับนำเรื่องของความคุ้มค่า เงินที่จ่ายออกไป
มาเป็นตัวช่วยสร้างจุดเชื่อมต่อในการตัดสินใจซื้อของลูกค้า
ส่วน
Cross
- selling นั้นจะเป็นกลยุทธ์การเสนอขายสินค้าหรือบริการด้วยการแนะนำให้ลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์อื่นๆ
เพิ่มเติมเข้าไป หรือที่เรียกว่าการขายพ่วง
โดยสินค้าแนะนำให้ซื้อเพิ่มเติมอาจมาจากหมวดหมู่หรือประเภทที่แตกต่างกัน แต่มี
ความเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์หลักที่ลูกค้าตั้งใจจะซื้ออยู่แล้ว

ตัวอย่างที่สะท้อนภาพการดำเนินกลยุทธ์กระตุ้นการขายแบบ
Cross
- sell ที่ใกล้ตัวมากที่สุดเคสหนึ่ง น่าจะเป็น กลยุทธ์ที่ร้านเซเว่น
อีเฟลเว่นนิยมนำมาใช้ นั่นคือการจับคู่กันของสินค้าที่ไปด้วยกันได้ดี
แล้วนำมาขายในราคาพิเศษหรือลด ราคาลงจากเดิมเมื่อซื้อสินค้าทั้ง 2 คู่กัน
สินค้าในกลุ่มที่ถูกนำมาทำมากที่สุดก็คือการจับคู่กันของอาหารพร้อมทานทั้งข้าวกล่องหรือไส้กรอกจับคู่กับ
เครื่องดื่มที่ร่วมรายการ โดยมีการมอบส่วนลดเพิ่มในกรณีที่ถือบัตรออลล์เมมเบอร์
ซึ่งเป็นการเพิ่มเบเนฟิตเข้าไปให้กับลูกค้า
ที่เป็นสมาชิกที่นอกจากจะช่วยกระตุ้นการซื้อได้ดีแล้ว
ยังช่วยในเรื่องของการเข้าถึงดาต้าการซื้อของลูกค้าที่สามารถนำมา
ต่อยอดในการทำการตลาดได้อีกในการทำแคมเปญกระตุ้นการซื้ออื่นๆ ที่จะออกตามมา
สิ่งที่น่าสนใจก็คือกลยุทธ์การขายแบบ
Cross
- sell นี้เป็นการเสนอขายสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องกับสินค้าหลัก
จึง สามารถช่วยลดสินค้าในสต๊อกที่ขายไม่ได้ได้เป็นอย่างดี เช่น
มีการนำเอาสินค้าที่ขายไม่ออกมาทำการขายพ่วงกับสินค้าที่ ขายดีในราคาพิเศษ
ทำให้สามารถช่วยระบายสินค้าในสต๊อกได้เป็นอย่างดี

Cross-selling
และ Up-selling คล้ายคลึงกันในแง่ของวัตถุประสงค์
คือใช้เพื่อเพิ่มยอดขายและเพิ่มคุณค่าให้กับ ลูกค้าไปพร้อมกัน
แต่อาจจะแตกต่างกันออกไปตรงที่ Up-selling เป็นกลยุทธ์เพิ่มการขายจากราคาปกติให้ลูกค้าเพิ่มเงิน
เพียงเล็กน้อย เพื่อให้พวกเขาได้สิทธิพิเศษอย่างขนาด ไซส์ และอื่นๆ
ที่คุ้มค่ามากกว่า ในขณะที่ Cross-selling จะเป็นกลยุทธ์
ขายสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ลูกค้าซื้อไว้ในตะกร้าอยู่แล้ว
เพื่อช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดการตัดสินใจซื้อสูงมากขึ้น
และเพิ่มโอกาสให้กับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้เกิดการซื้อขาย
แน่นอนว่า
การดำเนินกลยุทธ์ทั้ง 2 รูปแบบ
ต้องเข้าใจพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าด้วยว่าเป็นอย่างไร จึงจะสามารถ
เลือกใช้กลยุทธ์ได้ตรงกับสิ่งที่พวกเขาต้องการ
ขณะเดียวกันต้องไม่ยัดเยียดให้ลูกค้าซื้อสินค้าจนเกินไป เพราะแทนที่จะได้ผล
กลับกลายเป็นผลเสียต่อแบรนด์ที่ทำ
Source
: https://www.brandage.com/article/38829?fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTAAAR2ZoMHPox_GtM1sWhoaUCwJ4I_uIWJ9OPg1ScP3WyopQ8sT6KBVVs_22zg_aem_AbqlbdQeUIjNiYFBcgsh2mDFT7yR_14LOHvSCe8EIhDBbh3TjUO1yMxt2vpK5djuG3Xqx8JDdFM0j33C6kAd8nr-