ผลประกอบการ
P&G
เป็นไปตามเป้าหมาย การใช้ Integrated Strategy หนุนทั้งยอดขายและส่วนแบ่งตลาด ทั้ง Value และ Volume
Share เพิ่มอัตราน่าพอใจ
สัปดาห์ที่แล้ว
P&G
แถลงผลประกอบการไตรมาส 3/2024 มียอดขาย 20,200 ล้านดอลลาร์ (727,200
ล้านบาท) Jon Moeller President และ CEO กล่าวว่า ยอดขายและการเติบโตของกําไรยังคงแข็งแกร่งแม้มีอุปสรรคหลายประการ
เช่น เศรษฐกิจผันผวน ผลกระทบจากภาวะสงคราม ฯลฯ
"เรายังคงยึดมั่นใช้ Integrated
Strategy ในกลุ่มผลิตภัณฑ์หมวดการใช้งานประจําวัน
ปัจจัยหลักขับเคลื่อนผลประกอบการที่ดี มีทั้งเรื่องการเลือกใช้แบรนด์ของผู้บริโภค
คุณสมบัติที่เหนือกว่าคู่แข่งทั้งประสิทธิภาพ ผลิตภัณฑ์ Brand Communication เรื่อง
Consumer และCustomer Value"
CEO
P&G กล่าวต่อไปว่า
ภายใต้การบริหารจัดการที่ให้ความสำคัญเรื่องการกระจายอำนาจ ทำงานแบบ Agile การปรับใช้ Integrated Strategy เน้นโฟกัส 4 ประเด็น
ประกอบด้วย
1.
สร้างความแข็งแกร่งภายใต้ Supply Chain 3.0 สร้าง Supply Chain
Services Platform แก่พันธมิตรคู่ค้าลดความซ้ำซ้อน
ช่วยให้การจัดส่งสินค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น
สนับสนุนการลงทุนใช้ระบบอัตโนมัติในศูนย์กระจายสินค้า และคลังเก็บวัตถุดิบ
เน้นให้ความสำคัญการใช้ข้อมูล Real-Time กับการบริหารต้นทุนและวัตถุดิบ
ฯลฯ
2. ความก้าวล้ำทางดิจิทัล (Digital Acumen) ปรับใช้ดิจิทัลกับไลน์การผลิตทั้งหมด นำ AI และบล็อกเชนมาใช้
ฯลฯ ภายใต้เป้าหลักคือ สร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า และคู่ค้า
P&G
ตั้งเป้าการเป็น Manufacturing of The Future ทำ
Digital Manufacturing มานานแล้ว เช่น ทำเรื่อง Industrial Internet of Things นอกจากนั้นยังร่วมมือกับ Microsoft ใช้ Cloud
Computingรวบรวมข้อมูลจากโรงงานทั่วโลก
นำมาใช้เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้า
ซึ่งช่วยปรับปรุงทั้งคุณภาพสินค้าและลดต้นทุน
3.
ทำเรื่อง Environmental Sustainability
4.
เพิ่มศักภาพพนักงานให้เก่งกว่าเดิม
บริษัทเชื่อมั่นว่าทั้งหมดนี้หากทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะส่งผลให้ตลาดเติบโต
ซึ่งจะย้อนกลับมาช่วยให้ส่วนแบ่งตลาด ยอดขาย และกำไรโต โดยตั้งเป้า Organic Sales
Growth ปี 2024 ที่ 4- 5%
P&G
ผู้นำสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของโลก เป็นเจ้าของแบรนด์มากมาย เช่น Pringles,
Kellogg's, Downy, Gillette, Head & Shoulders, Olay, Pampers, Pantene ฯลฯ สินค้ามีจำหน่ายใน 70
ประเทศทั่วโลก
สำหรับผลประกอบการ
มูลค่ายอดขาย (Value) แบบ Organic โต 3% จำนวนขาย (Volume)
ใกล้เคียงปีที่แล้ว แสดงถึงความก้าวหน้าต่อเนื่อง โดย 8 ใน 10 ของ Category
มีทั้งโตคงที่และโตสูง ยอดขายหมวด Grooming(ดูแลเสื้อผ้า
หน้า ผม)โตเป็นเลข 2 หลัก Oral Care โต 4-6% Home
Care กับ Hair Care โตใกล้ 10% Fabric
Care, Family Care, Feminine Care และ Personal Health Care โตต่ำ Skin กับPersonal Care และ
Baby Care organic ยอดขายรวมโตต่ำกว่าปีที่แล้ว
คิดตามภูมิภาค
ยอดขายทุกแห่งโตน่าพอใจ ค่าเฉลี่ยโต 29 จากทั้งหมด 50 หมวด
ประเด็นสำคัญคือความต้องการสินค้าแบรนด์ P&G ตามร้านค้าปลีกในสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง
ส่งผลให้มูลค่ายอดขายรวมโต 5% ยุโรปโต 7% อเมริกาใต้โต 17%
ตลาดที่ยอดขายลดลงมากที่สุด
คือ จีนลดลง 10% เป็นผลจากยอดขาย SK-II ไตรมาสล่าสุดตกลงถึง
30% และการบุกตลาดมากขึ้นของสินค้าแบรนด์ญี่ปุ่น
แต่ยังมีแนวโน้มเชิงบวกเกิดขึ้นกับสินค้าหมวดอื่น เช่น Baby Care โต 11% มีการลง ทุนเพิ่มในหมวด Hair Care ทำให้มีสินค้าในพอร์ตโฟลิโอหลากหลายยิ่งขึ้นแต่ยังต้องใช้เวลาอีก
2-3 ไตรมาสที่จะกลับมาโตเหมือนเดิมอีกครั้ง
P&G
ให้ข้อมูลว่า Product Portfolio ส่วนใหญ่เป็นของใช้ในชีวิตประจําวัน
เช่น ทําความสะอาดดูแลสุขภาพสุขอนามัย การทำให้สินค้ามีประสิทธิภาพสูงสุดเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจใช้แบรนด์ที่ผ่านมา
บริษัทลงทุนอย่างมาก สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน 5 เรื่อง คือบรรจุภัณฑ์
การสื่อสาร การทำ Branding ขยายเครือข่ายร้านค้าปลีกและ Value
Creation ทุกระดับราคาที่แข่งขัน
Source
: https://www.brandage.com/article/38889