ปี 2567 เป็นอีกปีที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะผันผวน
ผลกระทบจากปัจจัยทั้งภายในประเทศ และทั่วโลก ในขณะที่ Engine ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ยังคงมาจากภาคการท่องเที่ยว, การบริโภคภาคเอกชน
ที่แม้โดยรวมแล้วกำลังซื้อซบเซา และบางกลุ่มอุตสาหกรรมชะลอตัว
แต่ในบางสินค้าและบริการ ยังมีการขยายตัวได้ดี, ภาคการลงทุนจากภาคเอกชน
และการส่งออกฟื้นตัว
ดร.อมรเทพ
จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร
ซีไอเอ็มบี ไทย ได้ฉายภาพรวมเศรษฐกิจไทยไตรมาส
1, 2 และแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลัง
พร้อมเผยว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสสามมี 4 ปัจจัยเสี่ยงหลัก
เรียกย่อๆ ว่า G-E-R-M
สรุปแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2567 จากไตรมาส 1 ถึงช่วงครึ่งปีหลัง
– ไตรมาสแรกของปี 2567 เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า มีอัตราเติบโตเพียง 1.5% เทียบกับปีก่อน
(yoy) หรือ 1.1% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าหลังจากปรับฤดูกาล
(qoq, sa)
“เราประเมินว่าสถานการณ์ช่วงไตรมาสสองมีลักษณะคล้ายกันกับไตรมาสแรก
โดยเราคาดว่าเศรษฐกิจไตรมาสที่สองจะขยายตัว 1.8% yoy หรือ 0.6% qoq, sa ซึ่งทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(สศช.) จะเผยแพร่รายงานเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่สองในวันที่ 19 สิงหาคม และคาดว่าจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้
สำนักวิจัย CIMBT คงคาดการณ์การขยายตัวของ GDP สำหรับปี 2567 ทั้งปีไว้ที่ 2.3%
และให้แนวโน้มสำหรับปี 2568 ที่ดูมีความหวังมากขึ้นไว้ที่ 3.2%”
– เศรษฐกิจช่วงไตรมาส 2 นอกจากเศรษฐกิจไทยจะโตต่ำ
รายได้ยังกระจุกในภาคบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ขณะที่ภาคเกษตรเริ่มฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป
แต่ภาคการผลิตกลับหดตัวและน่าเป็นห่วง ครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่าย
เอกชนชะลอการลงทุนโดยเฉพาะภาคก่อสร้าง
ขณะที่ภาคการผลิตยังหดตัว
การส่งออกยังฟื้นไม่ชัดเจน มีตัวแปรที่เสริมจากไตรมาสหนึ่งคือ
การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐเริ่มกลับมาขยายตัวนับจากเดือนพฤษภาคม
ซึ่งน่าพอพยุงไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวไปได้

– แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งหลังของปี 2567 เศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวชัดเจนขึ้นโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการท่องเที่ยว
การบริโภคภาคเอกชน การลงทุน และการส่งออก
ขณะที่อุปสงค์ภายในจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เศรษฐกิจอาจเผชิญกับความเสี่ยงด้านลบจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจลดความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภค
แต่เป็นปัจจัยชั่วคราว
ขณะที่ความเสี่ยงหลักจะมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
การเลือกตั้งในหลายประเทศที่อาจเปลี่ยนขั้วการเมือง
อัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูงลากยาว และภาคการผลิตที่อาจหดตัวต่อเนื่อง
แม้จะมีความท้าทายเหล่านี้ แต่รัฐบาลไทยมีงบประมาณ
และดำเนินมาตรการการคลังที่มุ่งเป้าเพื่อกระตุ้นการลงทุนและเพิ่มการบริโภคภายในประเทศโดยไม่เพิ่มภาระหนี้ของรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ โครงการโครงสร้างพื้นฐานกำลังเร่งตัวขึ้น ทำให้การเชื่อมต่อดีขึ้น
เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสในการจ้างงาน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ในการประชุมวันที่ 12 มิถุนายน
เพื่อรักษาระดับการกู้ยืมของครัวเรือนเนื่องจากกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาวจากหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ธปท.
ส่งเสริมให้ครัวเรือนจัดการหนี้อย่างรับผิดชอบและพิจารณาโครงการปรับโครงสร้างหนี้สำหรับผู้ที่ประสบปัญหาทางการเงิน
ส่วนเงินเฟ้อยังอยู่ภายใต้กรอบที่ธปท.สามารถควบคุมได้
ขณะที่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นไปตามคาดการณ์ของธปท.
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการลดดอกเบี้ยเพื่อเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม คาดว่าการประชุมเดือนธันวาคมจะมีการลดดอกเบี้ยลง 0.25% ไปสู่ระดับที่ 2.25% เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2568 และให้สอดคล้องกับระดับศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าเงินบาทจะแข็งค่าจาก
36.7 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ไปที่ 36.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ
สิ้นเดือนกันยายน โดยเงินบาทมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในไตรมาสที่ 3 ตามการคาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยของสหรัฐในเดือนกันยายน
ซึ่งจะช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับสภาพคล่องของตลาดการเงินและช่วยให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย
อย่างไรก็ตาม คาดว่าเงินบาทปลายปีนี้จะอ่อนค่าลงไปที่ 37.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
เนื่องจากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นในเศรษฐกิจสหรัฐ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

4 ปัจจัยเสี่ยงหลักเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 “G-E-R-M”
สำหรับเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ดร.อมรเทพ มองว่าจะมี 4 ปัจจัยเสี่ยงหลัก เรียกย่อๆ ว่า G-E-R-M ประกอบด้วย
G – Geo–politics: ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังป่วนโลก
กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน
ต้นทุนขนส่งสินค้าทางเรือจะสูงขึ้น
โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบที่เป็นต้นทุนสำคัญในภาคการผลิตและขนส่ง
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่เคยคาดการณ์ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอาจปรับขึ้นไปทะลุ
100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้หากสถานการณ์เลวร้ายและกระทบผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อย่างซาอุดิอาระเบียและอิหร่าน
รวมทั้งความขัดแย้งในยูเครนที่อาจยืดเยื้อและรุนแรงจนกระทบอุปทานน้ำมันของรัสเซีย
ตลอดจนความขัดแย้งระหว่างจีนและไต้หวัน
หรือเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ที่อาจกระทบห่วงโซ่อุปทานภาคการผลิตจนทำให้ราคาสินค้าบางประเภทโดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ปรับพุ่งขึ้นได้

E – Elections: การเลือกตั้งในหลายประเทศที่อาจเปลี่ยนขั้วการเมือง
การเลือกตั้งแม้เป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกตัวแทนไปบริหารประเทศ
แต่เรามักพบการเมืองที่เปลี่ยนขั้ว มีผลต่อการดำเนินนโยบายที่แตกต่างกันออกไป
เช่น
การเลือกตั้งในอังกฤษและฝรั่งเศส
กระทบต่อความเชื่อมั่นในการลดระดับหนี้สาธารณะและกระทบต่อค่าเงินและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
และที่น่าจับตา คือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ วันที่ 5 พฤศจิกายนนี้
จะมีความสำคัญต่อทิศทางการค้า การลงทุน และกระแสโลกาภิวัตน์ตีกลับ (De–globalization)
ที่จะกระทบกับเศรษฐกิจไทยได้

R– Interest Rate: อัตราดอกเบี้ยทรงตัวในระดับสูงและลากยาว
แม้เราคาดว่าเฟดจะเริ่มปรับลดดอกเบี้ยช่วงกันยายนและธันวาคม
จากระดับ 5.50% สู่ระดับ 5.00% ในปลายปีนี้
จากตัวเลขการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มแผ่วลง แต่หากเฟดยังกังวลต่อทิศทางเงินเฟ้อที่ลดลงช้า
และห่วงว่าหากปรับลดดอกเบี้ยเร็วเกินไปจะทำให้เงินเฟ้อกลับมาพุ่งขึ้นต่อได้
เฟดอาจเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปี
ซึ่งจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวขึ้น
ความน่าสนใจของการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ลดลง
มีเงินทุนไหลออกจากตลาดทุนไทย
และหากเฟดส่งสัญญาณที่จะไม่ลดอัตราดอกเบี้ยเลยในปีนี้
ค่าเงินบาทอาจพลิกกลับไปอ่อนค่าได้ต่อ ทะลุระดับ 37.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
แทนระดับที่เคยคาดการณ์ 37.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งจะกระทบต้นทุนการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะน้ำมัน ส่งผลให้เงินเฟ้อไทยปรับสูงขึ้นกว่าคาดได้
และกนง.
อาจเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปีแทนที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมอย่างที่เราคาด

M – Manufacturing: ภาคการผลิตอาจหดตัวต่อเนื่อง
ความอ่อนแอของภาคการผลิตมีส่วนสำคัญทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งขาดสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีที่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก ขาด FDI หรือเติบโตรั้งท้ายในภูมิภาค
รวมทั้งการที่ไทยนำเข้าสินค้าราคาถูกจากจีนเป็นจำนวนมากจนทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถแข่งขันได้
โดยเฉพาะตัวเลข MPI ที่หดตัวต่อเนื่อง แม้เราคาดว่าภาคการผลิตจะปรับตัวดีขึ้นไตรมาสสามตามการฟื้นตัวของตลาดโลกและความเชื่อมั่นดีขึ้น
แต่หากไทยไม่สามารถยับยั้งการเร่งระบายสินค้าจากจีน SMEs ไทยจะกระทบหนักถึงขั้นปิดโรงงาน
“จากการที่จีนยังคงระดับการผลิตสินค้าเพื่อรักษาระดับการจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจแม้อุปสงค์ในประเทศชะลอและเผชิญสงครามการค้ากับชาติตะวันตก
ซึ่งที่จริงจีนน่าจะผลิตลดลง
แต่กลับนำผลผลิตส่วนเกินมาระบายในตลาดอาเซียนโดยเฉพาะไทย
หากเป็นเช่นนี้ต่อเนื่อง
ภาคการผลิตของไทย โดยเฉพาะโรงงานในกลุ่ม SMEs ที่ขาดความสามารถในการแข่งขันอาจต้องปิดตัวลงจนกระทบการจ้างงานและการบริโภคของคนไทยอีกทอดหนึ่ง
ซึ่งหวังว่ารัฐบาลไทยจะมีความชัดเจนในการแก้ปัญหาสินค้าจีนที่ทะลักเข้ามาและเร่งให้ SMEs ไทยปรับตัวได้ในไม่ช้า” ดร.อมรเทพ กล่าว

4 ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจไทย
– การท่องเที่ยว เป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตหลัก
คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะถึง 35.6 ล้านคนในปี 2567 และ 39.1 ล้านคนในปี 2568
การฟื้นตัวนี้จะช่วยกระตุ้นภาคบริการ เช่น
โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และค้าปลีก
รวมทั้งช่วยให้เกิดการจ้างงานและการปรับตัวของค่าจ้างและชั่วโมงทำงานที่ดีขึ้นในตลาดท่องเที่ยวระดับกลางถึงบน
ขณะที่ตลาดท่องเที่ยวราคาประหยัดที่พึ่งพิงกรุ๊ปทัวร์จากจีนอาจจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
เพราะนักท่องเที่ยวจีนกลับมาไม่ถึง 60%เทียบก่อนโควิด
– การบริโภคภาคเอกชน จะได้รับการสนับสนุนจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นและการใช้จ่ายของครัวเรือนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล
เช่น
การอุดหนุนค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคและการแจกเงินสดแก่กลุ่มเป้าหมาย นอกจากนี้
แผนการแจกกระเป๋าเงินดิจิทัลมูลค่า 10,000 บาท หากทำได้จริงในปีนี้
จะมีผลบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอีก 0.2% ทำให้อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจในปี
2567 เพิ่มขึ้นจาก 2.3% ไปอยู่ที่ 2.5%
อย่างไรก็ดี
การบริโภคโดยรวมน่าจะยังไม่สามารถเติบโตได้แรง
โดยมีผลจากการลดลงของการซื้อรถยนต์และสินค้าคงทนอื่นๆ แต่สินค้ากลุ่มบริการน่าจะขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง

– การลงทุน คาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะเติบโตได้ดีขึ้นตามการฟื้นตัวของภาคการผลิตเพื่อส่งออก
ขณะที่การลงทุนภาครัฐน่ากลับมาขยายตัวได้ดีหลังมีงบประมาณ
โดยเฉพาะการลงทุนด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
ทั้งนี้ การเร่งการลงทุนภาครัฐเป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไปยังพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
(EEC) ซึ่งเชื่อว่าจะมีความชัดเจนช่วงไตรมาสสามนี้
– การส่งออก คาดว่าการส่งออกจะฟื้นตัวได้ดีขึ้น
โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการค้าโลกและความต้องการสินค้าของไทย ทั้งนี้
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีนน่ามีผลให้ไทยได้ประโยชน์จากการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐได้มากขึ้น
ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภาคการผลิตและการจ้างงาน
โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และอาหารแปรรูป

Source : https://www.marketingoops.com/reports/thailands-economic-outlook-risk-factors-for-q3/