จากกระแส Soft Power (ซอฟต์พาวเวอร์) ที่ถูกพูดถึงในบ้านเราช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา
โดยเฉพาะในช่วงต้นปี 2567 มีประเด็นพูดถึง Soft Power กันอย่างมากมาย
เช่น 1 กางเกง 1 จังหวัด ที่เกิดจาก กางเกงช้าง
แฟชั่นสุดฮิตที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต้องอยากใส่เมื่อเดินทางมาประเทศไทยหรือถึงขั้นซื้อไปเป็นของฝาก
จนเริ่มมีการแตกไลน์สินค้า แต่ยังมีกางเกงแมว และลวดลายอื่น ๆ
ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละจังหวัดผุดขึ้นมา รวมถึงการนำเสนอสินค้าภูมิปัญญาไทยของท่านนายกฯ
เศรษฐา ทวีสิน ผ่านไอเทมต่าง ๆ
ที่ใส่ไประหว่างปฏิบัติหน้าที่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หรือล่าสุด พี่ ๆ
กะเทยไทยสุดเฟียซที่รวมตัวร่วมใจกอบกู้ศักดิ์ศรี “กะเทยไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก”
ปะทะกับกะเทยฟิลิปปินส์จากเหตุการณ์ #สุขุมวิท11
จนพูดได้ว่าสิ่งเหล่านี้นี่แหละ Soft Power ของชาวไทย
พ.ศ.นี้ นอกเหนือไปจาก อาหารไทย, กางเกงมวย หรือรถตุ๊ก ๆ ที่คนทั่วโลกรู้จักกันดีอยู่แล้ว
จากกระแสข้างต้น Wisesight
Research ได้ทำการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ “Soft Power” สูงถึง 8,182,461 เอ็นเกจเมนต์ จาก 58,893 ข้อความ ผ่านเครื่องมือ Zocial
Eye จากบริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม –
15 มีนาคม 2567
ก่อนอื่นเรามาดูกันว่า Soft Power แท้จริงแล้วหมายถึงอะไร?
Soft Power เป็นแนวคิดที่ศาสตราจารย์โจเซฟ
ไนย์ (Joseph Nye) จากมหาวิทยาลัย Harvard ประเทศสหรัฐอเมริกาได้บัญญัติและอธิบายว่า “Soft Power” (อำนาจละมุน) หมายถึง ความสามารถในการชักจูงใจ ทำให้ผู้อื่นมีความพึงพอใจ
ยอมรับ เปลี่ยนพฤติกรรม อย่างเต็มใจ Soft Power ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจ
ที่มี “วัฒนธรรม” เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อน*
ส่วน “วัฒนธรรม” ในพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พุทธศักราช 2553 หมายถึง วิถีการดำเนินชีวิต ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม จารีตประเพณี พิธีกรรม และภูมิปัญญา ที่สังคมได้ร่วมสร้างสรรค์ สืบทอดต่อๆกันมา**
แล้ว Soft Power ในมุมมองของชาวโซเชียลมีอะไรบ้าง?
1 กางเกง 1 จังหวัด Soft Power กางเกงช้างที่ไม่ได้มีแค่ช้าง
กระแสนี้เริ่มต้นจากทางหอการค้า
จ.นครราชสีมา นำไอเดียกางเกงลายช้างมาต่อยอดเป็นกางเกงลายแมวโคราช, กางเกงลายปลาจ้องหม้อง
ที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดสงขลา, การเกงลายลิงจากลพบุรี
หรือกางเกงไดโนเสาร์เดินดงจากขอนแก่น เป็นต้น นอกจากนี้
เหล่าคนดังบ้านเราก็อดใจไม่ไหวที่จะหยิบเอากางเกงดังกล่าวมาใส่ตามกระแส
ไม่ว่าจะเป็นคุณสรยุทธ สุทัศนจินดา
ที่ทำคอนเทนต์ใส่กางเกงช้างและกางเกงลายลิงมาจัดรายการเรื่องเล่าเช้านี้, น้องเกล ลูกสาวตัวน้อยของคุณชมพู่ อารยา ก็ถูกคุณแม่จับแต่งตัวใส่กางเกงช้างออกมาดูน่ารักมาก
ๆ และจากกระแสความนิยมเหล่านี้ ทำให้คนบนโลกโซเชียลชื่นชมว่าเป็น Soft
Power ชั้นดี และให้ความเห็นว่า
นอกจากกางเกงจะสะท้อนถึงเอกลักษณ์ประจำจังหวัดต่าง ๆ แล้ว
ยังมีเสียงชื่นชมเรื่องความสวยงาม เนื้อผ้าดี และใส่สบายอีกด้วย
นอกจากนี้
กางเกงแมวโคราชยังได้คอลแลปกับเกม Free Fire จากบริษัท การีนา
ออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด
โดยผลิตไอเทมแฟชั่นในเกมเป็นกางเกงลายแมวให้สำหรับผู้เล่น 568
ล้านคนทั่วโลกได้เลือกให้ตัวละครในเกมสวมใส่
สวนสัตว์เปิดเขาเขียวเองก็จับกระแสนี้โดยการออกผลิตภัณฑ์กางเกงกับเขาบ้าง
ชื่อ กางเกง “กะปิปลาร้า” ฉายาที่ล้อมาจากชื่อ “คาปิบาร่า”
สัตว์ฟันแทะที่ใหญ่ที่สุดในโลก รูปร่างคล้ายหนู หน้านิ่ง ดูน่ารักน่าเอ็นดูสุด ๆ
ทางด้านสวนสัตว์เชียงใหม่เองก็ไม่ยอมน้อยหน้า ออกชุดลำลองลายแรด โชว์คอนเซ็ปต์
“กาลิ” แรดอินเดียที่มีหนึ่งเดียวในประเทศไทยอยู่ที่สวนสัตว์เชียงใหม่แห่งนี้
ทางด้านฝั่งแบรนด์เริ่มลงมาเล่นทั้งคอนเทนต์และกิจกรรมทางการตลาดต่าง
ๆ ไม่ว่าจะเป็น AIS ที่ทำคอนเทนต์กางเกงฮีลมังกาซอร์
กางเกงลายการ์ตูนเอเลี่ยนรูปร่างเหมือนไดโนเสาร์ หรือ SEALECT ที่ออกกางเกงทูน่ามาเป็นไอเทมพิเศษในช่วงนี้ โกยเอ็นเกจเมนต์ เรียกเสียงฮา
กระตุ้นความอยากได้กันยกใหญ่เลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม
เมื่อมีเสียงชื่นชมก็ต้องมีเสียงตักเตือน
เนื่องจากพ่อค้าแม่ค้าแจ้งว่ากางเกงช้างส่วนใหญ่ผลิตจากประเทศจีนในราคาทุนที่ต่ำกว่า
ราคาขายก็ต่ำกว่า รวมถึงคนจีนบางส่วนก็เข้ามาค้าขายในเมืองไทยด้วย ดังนั้น กระแส Soft Power นี้อาจไม่ได้ทำให้คนไทยได้ประโยชน์มากเท่าที่ควร
อวดภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านแฟชั่นท่านนายกฯ
เมื่อท่านนายกฯ
ไปออกงานทั้งไทยและต่างประเทศ มักใส่ไอเทมจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยอยู่ด้วยเสมอ
ไม่ว่าจะเป็นการเสริมชุดสูทให้ดูเก๋ขึ้นด้วยผ้าพันคอผ้าขาวม้า, ใช้กระเป๋ากระจูดจากจังหวัดนราธิวาส
หรือการใส่ชุดม่อฮ่อมไปชมการแสดงไหว้ครูมวยที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย ก็จัดเป็น Soft
Power รูปแบบหนึ่งที่ถูกส่งต่อผ่านนายกรัฐมนตรีไทยสู่สายตาชาวโลกได้เป็นอย่างดี
Soft Power หรือ
แค่กระแสบนโซเชียล?
พี่กะเทยไทยคือ
หนึ่งในกลุ่มที่มีคนเริ่มให้นิยามว่าคือ Soft Power บ้างก็แซว
บ้างก็คิดเห็นจริง ปะปนกันไป เริ่มตั้งแต่คุณคริส หอวังออกมาให้ความเห็นว่า
“กะเทยไทยคือซอฟต์พาวเวอร์” เพราะกะเทยไทยเป็นกลุ่มที่มีพลัง ความสวย
และความสามารถ, รายการ โหนกระแส ที่เอาภาพแม่ไม้กะเทยไทยจากเหตุการณ์
#สุขุมวิท11 มาเทียบกับมวยไทยแบบชอตต่อชอต
พร้อมตั้งคำถามเชิงบอกเล่าเอาฮาว่า นี่จัดว่าเป็นซอฟต์พาวเวอร์ได้ไหม?
ตามมาด้วยคลิปคัลแลนพี่จองที่บังเอิญไปพบ
น้องจี สาวม้งตากที่แสนอ่อนโยน มารยาทดี มีน้ำใจ แบ่งปันยาแก้เมารถให้
กระทั่งมีคนบอกว่าความดีงามนี้จัดเป็น Soft Power หรือจะเป็นกรณีที่น้องหมาจรเฝ้ารออาหารจากนักท่องเที่ยว
จนมีหมาบางตัวถูกชาวต่างชาตินำกลับไปเลี้ยงดู แบบนี้ก็จัดเป็น Soft Power นะ, ตะกร้าแมวที่กลายเป็นตะกร้าผลไม้ให้ชาวต่างชาติหิ้วกลับประเทศ,
รวมถึงซีรีส์ที่ดังเป็นพลุแตกอย่างเรื่อง แปลรักด้วยใจเธอ
ที่ถ่ายทำที่ภูเก็ตก็ทำให้จังหวัดนี้ได้รับความนิยมมากขึ้น หรือกระทั่งคู่จิ้น
แน็ค ชาลี-กามิน ที่ไลฟ์สดจนมีแฟนคลับเป็นร่วมลุ้นให้กลายเป็นคู่จริง ก็จัดเป็น Soft
Power อีกรูปแบบหนึ่ง
และด้วยกระแสที่มากมายขนาดนี้
หลายคนอาจเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นคือ Soft Power จริง ๆ
หรือเป็นแค่กระแสบนโลกโซเชียลที่คนให้ความสนใจเพียงไม่นานแล้วก็ผ่านไป
เพราะพลังของ Soft Power ที่แท้จริงควรจะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศในระยะยาวมากกว่าหรือเปล่า
อย่างไรก็ดี
ต้องยอมรับว่าความกระตือรือร้นในเรื่อง Soft Power ของไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก
ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็น Soft Power ของแท้หรือไม่ก็ตาม
ทั้งนี้
เสียงของคนบนโลกโซเชียลอยากให้ภาครัฐมีแนวทางและเพิ่มนโยบายการสนับสนุนที่ชัดเจน
เพื่อให้ Soft Power ของไทยสร้างอิมแพคให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน
Source :
https://www.marketingoops.com/media-ads/social-media/soft-power-3/