จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน ได้ลามสู่ต้นทุนการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างหนัก โดยเฉพาะ เม็ดพลาสติกและฟิล์ม ที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พลอยได้จากปิโตรเคมี
บิ๊กแบรนด์บะหมี่ฯ ชี้สถานการณ์แพ็คเกจจิ้งน่าห่วงกระเทือนทุกสินค้า "ไวไว" เผยต้นทุนเดิมวางแผนผลิตถึงสิ้นเม.ย.69 จากนั้นประเมินผลกระทบอีกรอบ "มาม่า" บริหารพอร์ตผลิตสินค้าขายดีเพื่อใช้พลาสติกให้คุ้มค่าสุด

"ไวไว" เผยวิกฤตเม็ดพลาสติกไร้ราคาอ้างอิง
นายยศสรัล แต้มคงคา ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิต "ไวไว" ระบุว่าสถานการณ์ปัจจุบันน่ากังวลกว่าช่วงโควิด-19 เนื่องจากซัพพลายเออร์ ไม่สามารถแจ้งแนวโน้มราคา (Code ราคา) ของเม็ดพลาสติกได้แล้ว :
- แผนระยะสั้น : ต้นทุนถูกล็อกไว้ล่วงหน้าจนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2569 จึงยังไม่กระทบราคาขาย
- การปรับตัว : ตั้งทีมฉุกเฉินติดตามต้นทุนรายวัน และหยุดผลิตสินค้ากลุ่มที่กำไรต่ำหรือขายน้อย เช่น รสเจ เพราะขายน้อย การขายหลักๆ ในช่วงเทศกาลจึงหยุดการผลิตชั่วคราวก่อน เพื่อลดการเสียเปรียบด้านการผลิต (Economies of Scale)
- ทางออกสุดท้าย : หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนแบกรับต้นทุนไม่ไหว อาจต้องรวมกลุ่มผู้ผลิตเพื่อขอปรับราคาสินค้าตามกลไกตลาดกับกรมการค้าภายใน

"มาม่า" แบกต้นทุนฟิล์มพุ่ง 30%
นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดซ์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป "มาม่า" เผยว่าต้นทุนฟิล์มบรรจุภัณฑ์ขยับสูงขึ้นแล้วถึง 30% นอกจากนี้ยังต้องจับตาราคาน้ำมันปาล์มและแป้งสาลีอย่างใกล้ชิด :
- กลยุทธ์การผลิต : มุ่งเน้นผลิตเฉพาะสินค้าขายดี (Hero Items) เพื่อใช้ฟิล์มพลาสติกให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อหน่วย
- จุดยืนสินค้าควบคุม : ในฐานะสินค้าควบคุม มาม่ายืนยันว่า "มีหน้าที่ต้องอดทน" และดูดซับต้นทุนไว้เองให้ได้นานที่สุด แต่หากปัจจัยการผลิตหลักขึ้นราคพร้อมกันทั้งหมด อาจถึงจุดที่ไม่สามารถแบกรับได้

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา : หลังเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย ผู้ผลิตอาจจำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างราคาใหม่เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้ตามกลไกราคาตลาด