สำหรับแบรนด์ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมานานถึง 30 ปี และมีสาขาครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดอย่าง แดรี่ ควีน (Dairy Queen) ความท้าทายของการเติบโตย่อมขยับขยายไปไกลกว่าการสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) สู่โจทย์ทางธุรกิจที่ว่า จะทำอย่างไรให้ลูกค้าเดิมกลับมาอุดหนุนบ่อยขึ้น ยอมใช้จ่ายต่อบิลเพิ่มขึ้น พร้อมกับดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มใหม่เข้าร้านได้ในเวลาเดียวกัน
ล่าสุด แดรี่ ควีน ภายใต้การบริหารของ ไมเนอร์ ฟู้ด ได้เคลื่อนไหวครั้งสำคัญด้วยการเปิดตัว Blizzard® Studio แห่งแรกของโลก ณ เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อยกระดับไอศกรีมเมนูหลักอย่าง Blizzard ด้วยการเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในการออกแบบเมนู และขยับประสบการณ์ภายในร้านเข้าสู่ตลาดพรีเมียม

ทำไมต้องเริ่มต้นที่ประเทศไทย?
ข้อมูลจากทางบริษัทระบุว่า ประเทศไทยเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของ Dairy Queen ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปัจจุบันมีสาขารวมกว่า 600 สาขาทั่วประเทศ และทำหน้าที่เป็นตลาดต้นแบบด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโมเดลธุรกิจที่ประเทศอื่นนำไปประยุกต์ใช้
ประกอบกับตลาดขนมหวานในไทยมีการแข่งขันสูง ผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลายและเปิดรับนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ ประเทศไทยจึงมีความเหมาะสมในการทดสอบโมเดลร้านไอศกรีมที่เปิดให้ลูกค้าออกแบบเมนูเอง โดย Dairy Queen ได้เลือกเปิด Blizzard® Studio บริเวณชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2569 เป็นต้นมา
จากเลือกเมนูบนป้าย สู่การสร้าง Blizzard สูตรของตัวเอง
แกนหลักของ Blizzard® Studio คือการนำเสนอ Customization หรือการให้ผู้บริโภคปรับแต่งสินค้าตามความชอบส่วนบุคคล โดยขยับบทบาทจากผู้ซื้อเมนูสำเร็จรูปมาเป็นผู้ตัดสินใจรสชาติเอง ด้วยทางเลือกเบสไอศกรีม 12 รสชาติ และท็อปปิ้งมากกว่า 20 รายการ ซึ่งสามารถผสมท็อปปิ้งได้สูงสุด 4 รายการ ในราคาเริ่มต้น 99 บาท
นายปรดา ศรีสุวรรณภรณ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไมเนอร์ ดีคิว จำกัด อธิบายว่า แดรี่ ควีน ได้เปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่แบรนด์เป็นผู้บอกผู้บริโภคว่าควรรับประทานอะไร มาเป็นการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้สร้างสรรค์ Blizzard® ในแบบของตัวเอง เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และผู้บริโภคกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงที่ให้คุณค่ากับประสบการณ์และการเลือกสิ่งที่ตรงกับความชอบของตนเอง
ขยับสู่พรีเมียม เพิ่มยอดใช้จ่ายต่อบิลและขยายฐานลูกค้า
การรุกตลาดพรีเมียมในครั้งนี้ครอบคลุมการปรับเปลี่ยนทั้งด้านวัตถุดิบ ทางเลือกเมนู และดีไซน์ร้าน โดยปรับโทนสี การตกแต่ง ยูนิฟอร์มพนักงาน และรูปแบบเมนูให้สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ได้ดียิ่งขึ้น โดยยังคงยึดบุคลิกความสนุกและเป็นกันเองของแบรนด์ไว้
ในเชิงเป้าหมายทางธุรกิจ บริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มยอดใช้จ่ายต่อบิล ควบคู่กับการขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่เพิ่มขึ้น 20% โดยมุ่งเน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง เพื่อพัฒนาแบรนด์จากสิ่งที่คนไทย "รู้จักและรัก" ไปสู่แบรนด์ที่คนรุ่นใหม่ "อยากเข้ามามีส่วนร่วม"
หนึ่งสาขากับหน้าที่ห้องทดลองอนาคตของแบรนด์
Blizzard® Studio ทำหน้าที่เป็น “Real Innovation Lab” หรือพื้นที่ทดสอบนวัตกรรมกับผู้บริโภคในสถานการณ์จริง ทั้งในเรื่องระดับราคา ระบบบริการแบบ Customization การมีส่วนร่วมของลูกค้า และการบริหารจัดการต้นทุนภายในร้าน
สำหรับแผนระยะ 3–5 ปี Dairy Queen วางยุทธศาสตร์ Key Mall Strategy นำร้านรูปแบบพรีเมียมขยายไปยังศูนย์การค้าชั้นนำในหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ โดยนำข้อมูลและข้อเรียนรู้จากสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ไปประยุกต์ใช้กับการพัฒนาร้านในวงกว้างต่อไป
บทสรุป
การเปิด Blizzard® Studio คือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าหลักที่มีฐานการรับรู้อยู่แล้ว ผ่านการชูจุดขายด้าน Customization ที่ทำให้ผู้บริโภคสัมผัสได้ถึงคุณค่าของสินค้าที่ตนเองเลือก โดยมีตัวชี้วัดสำคัญทางธุรกิจที่ต้องติดตามต่อ ได้แก่ ยอดใช้จ่ายต่อบิล อัตราการกลับมาซื้อซ้ำ สัดส่วนลูกค้าใหม่ และความสามารถในการทำกำไรของร้าน เพื่อพิสูจน์บทบาทของสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ในฐานะต้นแบบธุรกิจที่ขยายผลได้จริงในอนาคต