THE STANDARD WEALTH ได้รวบรวมทัศนะและมุมมองเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญในวงการเทคโนโลยี สตาร์ทอัพ และผู้ขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสังคมไทย บนเวทีเสวนาในงาน American Fair ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–25 ตุลาคม 2569 ณ พาร์ค พารากอน และ SCBX Next Tech สยามพารากอน เพื่อเจาะลึกความท้าทายของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน การศึกษา และเศรษฐกิจในอนาคตปี 2027
คลื่นลงทุน Data Center และโจทย์การเตรียมความพร้อมด้านทักษะ
Bing Moraras Senior Product Quality Manager จาก Microsoft เปิดเผยว่า การขยายตัวของ AI ในไทยจะเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนความต้องการโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Data Center ที่ต้องใช้ทรัพยากร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และชิปหน่วยความจำจำนวนมาก ขณะที่ความเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยีกลายเป็นโจทย์สำคัญที่กดดันให้คนทำงานต้องเร่งเรียนรู้และปรับตัว
จากประสบการณ์การทำงานร่วมกับบริษัทชั้นนำอย่าง Apple และ Microsoft พบว่า ความสำเร็จเกิดจากการเตรียมความพร้อมและเปิดรับโอกาส โดยมีพื้นฐานด้านการผลิต การบริหารโครงการ และวุฒิการศึกษาระดับ MBA รวมถึงทักษะภาษาจีนที่เรียนมาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา ซึ่งกลายมาเป็นจุดแข็งในการทำงานร่วมกับภาคการผลิตในจีนและไต้หวัน สะท้อนว่าการเตรียมทักษะให้พร้อมอยู่เสมอจะช่วยให้คว้าโอกาสที่ไม่คาดคิดได้เมื่อเวลามาถึง
AI เปลี่ยนโลกการศึกษา จับตาการเรียน Coding และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
เชาวนนท์ คลังเปรมจิตต์ กรรมการและอุปนายกด้านต่างประเทศ สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย ชี้ว่าในปี 2027 AI จะส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วต่อตลาดแรงงานและระบบการศึกษา โดยเฉพาะสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และการเขียนโปรแกรม (Coding) เนื่องจาก AI สามารถช่วยให้บุคคลทั่วไปพัฒนาแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มเบื้องต้นได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้การเรียน Coding ในระดับลึกอาจไม่จำกัดเฉพาะผู้ที่จบสายตรงอีกต่อไป แต่ทุกคนควรมีความรู้พื้นฐานเพื่อนำไปประยุกต์ใช้
เมื่อ AI เข้ามาแทนที่งานประจำหรืองานรูทีนที่มีขั้นตอนชัดเจน คนทำงานและบัณฑิตจบใหม่จึงต้องปรับตัวเข้าสู่ตลาดแรงงานด้วยการพัฒนาทักษะที่แตกต่างจากเทคโนโลยี ได้แก่:
- การคิดวิเคราะห์เชิงลึกและการเข้าใจบริบท
- การทำความเข้าใจมนุษย์ ตนเอง และผู้อื่น
- การประยุกต์ใช้ AI เพื่อต่อยอดและพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
Learnability & Adaptability: กุญแจสำคัญในโลก AI
ตรอง หลงสมบูรณ์ CEO & Co-founder จาก PLOOK มองว่า ความสามารถในการเรียนรู้ (Learnability) และความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) คือหัวใจสำคัญของการทำงานในยุคนี้ เนื่องจาก AI มีอัตราการเติบโตรวดเร็ว โดยในระยะเวลาเพียง 1 เดือนอาจมีผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดถึง 10–15 รายการ
ปัจจุบัน โลกยังอยู่ในช่วงทดลองใช้ประโยชน์จาก AI และคาดว่าในอีก 5–10 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีจะพัฒนาไปสู่การใช้งานที่มีเสถียรภาพและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ผู้ที่เริ่มเรียนรู้และทดลองคว้าโอกาสตั้งแต่ช่วงนี้จึงจะมีความได้เปรียบในระยะยาว ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยต้องมองแนวโน้มเศรษฐกิจโลกให้ออกเพื่อวางกลยุทธ์ขยายตลาดจากในประเทศไปสู่ระดับภูมิภาค
ฟื้นนวัตกรรมสังคม สร้าง ‘ผู้ลงมือทำ’ รับมือโลกอนาคต
ณฐกร อสุนี ณ อยุธยา ผู้จัดการทั่วไป สมาคมธุรกิจเพื่อสังคม (SE Thailand) ระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างผู้ลงมือทำ (Implementers) ด้านนวัตกรรมทางสังคมและธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อฟื้นบทบาทนำบนเวทีการลงทุนเพื่อสังคมระดับโลก (Social Impact Investment) เนื่องจากไทยมีทรัพยากรมาก แต่ยังขาดการนำไปปฏิบัติและขยายผลอย่างจริงจัง จนทำให้โซลูชันจากต่างประเทศเข้ามาเติบโตแทนที่
นอกจากนี้ ณฐกร ยังเน้นย้ำว่าผู้ประกอบการไม่ควรรีบยึดติดกับความสำเร็จเดิมนานเกินไป เนื่องจากแนวทางแก้ไขปัญหาเมื่อ 10–20 ปีก่อนอาจใช้ไม่ได้ผลในบริบทปัจจุบัน การแสวงหาแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของประชากรและสังคมในอนาคต