ในขณะที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่สำหรับประเทศจีน สมรภูมินี้ได้ก้าวข้ามไปอีกขั้น สู่การปรับวิธีคิดในการเปลี่ยนเทคโนโลยีให้กลายเป็น “โมเดลธุรกิจใหม่” (New Business Model) ล่าสุดมีการเปิดเผยอินไซต์การเติบโตอันน่าทึ่งของกลุ่มธุรกิจเทคสตาร์ตอัปในจีน ที่สามารถเร่งสปีดและขยายขนาดธุรกิจ (Speed & Scale) จนสามารถก้าวขึ้นสู่สถานะ “บริษัทยูนิคอร์น” (Unicorn) ได้สำเร็จภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี ซึ่งถือเป็นความเร็วที่สั่นสะเทือนวงการธุรกิจโลก
สูตรสำเร็จ ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีล้ำ แต่ต้องทำเงินได้จริง
Pain Point ของสตาร์ตอัปสายเทคในหลายประเทศ คือ การติดกับดักการพัฒนาเทคโนโลยีให้ล้ำสมัยที่สุด แต่กลับไม่สามารถหาโมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้หรือตอบโจทย์ตลาดได้อย่างแท้จริง (Commercialization)
ทว่า วิธีคิดของคนจีนกลับสะท้อนมุมมองที่ต่างออกไป พวกเขาไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามที่ว่า AI ทำอะไรได้บ้าง แต่เริ่มจาก "ตลาดต้องการอะไร" แล้วนำ AI เข้าไปปลดล็อกและทลายข้อจำกัดนั้นทันที การมุ่งเน้นไปที่การสร้างโมเดลธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดได้ตั้งแต่วันแรก ผสานกับความเร็วในการลงมือทำและปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สตาร์ตอัปจีนสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว
เจาะลึก 2 คีย์เวิร์ดสำคัญ "Speed" และ "Scale" ขยายทัพยึดนวัตกรรม
ความสำเร็จในการสร้างยูนิคอร์นสาย AI ภายใน 4 ปีของจีน ขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์หลัก 2 ด้านที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
Speed (ความเร็วสปีดต้น) จีนมีระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการทดลองสิ่งใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด (Time-to-Market) ทำได้ในระยะเวลาอันสั้น หากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้า ก็พร้อมปรับปรุงและเปลี่ยนทิศทาง (Pivot) ทันทีโดยไม่ยอมเสียเวลา
Scale (การขยายสเกล) เมื่อค้นพบโมเดลธุรกิจที่ลงตัวและใช่แล้ว สตาร์ตอัปจีนจะใช้ความได้เปรียบจากขนาดประชากรและฐานข้อมูลมหาศาล (Big Data) ภายในประเทศ ในการปูพรมขยายธุรกิจเพื่อยึดฐานผู้ใช้งานจำนวนมากในพริบตา ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลงและสร้างมูลค่าบริษัทให้ทะยานสู่ระดับพันล้านดอลลาร์ได้อย่างก้าวกระโดด
เบื้องหลังวิธีคิดปฏิวัติอุตสาหกรรม AI จีน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและเทคโนโลยีในจีน ได้วิเคราะห์และถอดบทเรียนจากปรากฏการณ์ความสำเร็จครั้งนี้ไว้อย่างลึกซึ้ง:
“ความน่ากลัวของคนจีนในสมรภูมิ AI ไม่ใช่เรื่องของการมีอัลกอริทึมที่ฉลาดที่สุด แต่คือวิธีคิดในการมอง AI เป็นเครื่องมือสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ชีวิตผู้คนและทำเงินได้จริง พวกเขาทำงานด้วยความเร็วในระดับที่โลกตะวันตกยังต้องทึ่ง และเมื่อเจอจุดที่ใช่ พวกเขาพร้อมจะขยายสเกลอย่างบ้าคลั่งเพื่อยึดน่านน้ำทันที การสร้างบริษัทยูนิคอร์นได้ภายในเวลาเพียง 4 ปี จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือผลลัพธ์ของระบบคิดที่ผสานความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีเข้ากับสัญชาตญาณทางธุรกิจที่เฉียบคมและว่องไวอย่างที่สุด”
บทสรุปและบทเรียนสำหรับธุรกิจไทย
ถอดวิธีคิดของประเทศจีนในครั้งนี้ เป็นกระบอกเสียงเตือนใจชิ้นสำคัญให้กับผู้ประกอบการและนักการตลาดทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ว่าในยุคปัญญาประดิษฐ์ครองเมือง การครอบครองเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยอาจไม่ใช่หลักประกันความสำเร็จอีกต่อไป
ทางรอดและโอกาสเติบโตที่แท้จริง อยู่ที่ความสามารถในการปรับวิธีคิดเพื่อมองหาแง่มุมในการเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ที่จับต้องได้ โดยต้องอาศัยความเร็วในการทดลองเพื่อจับทิศทางตลาด และความพร้อมในการขยายขนาดธุรกิจอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนนวัตกรรมให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในโลกอนาคต
ที่มาของข้อมูล : นวัตกรรมและเทคโนโลยีจีน โดย Marketing Oops!