ท่ามกลางสมรภูมิธุรกิจร้านขนมและคาเฟ่เขาใหญ่ที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด ทั้งสงครามราคาและโปรโมชันแบบแมส มีร้านไอศกรีมเล็กๆ ร้านหนึ่งชื่อว่า “ไทรสุก” ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การสร้างอัตลักษณ์ที่ชัดเจนและการเล่าเรื่อง (Brand Storytelling) สามารถเปลี่ยนร้านขนมหวานธรรมดาให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าทางใจ จนสร้างฐานลูกค้าประจำที่พร้อมกลับมาอุดหนุนซ้ำอย่างเหนียวแน่น
จากความชอบเดินป่า สู่ไอศกรีมรสสัตว์ป่าแท่งโปรด
จุดเริ่มต้นของไทรสุกมาจากความชอบส่วนตัวของ “คุณเต้ยและคุณแนน” เจ้าของร้านที่หลงใหลในการเดินป่า และอยากเล่าเรื่องราวธรรมชาติ ระบบนิเวศ รวมถึงพืชพันธุ์ของเขาใหญ่ให้ผู้คนรู้จักมากกว่าภาพจำเดิมๆ แทนที่จะเล่าแบบสารคดีทั่วไป พวกเขาเลือกใช้ความชำนาญเรื่องการทำไอศกรีมมาเป็นสื่อกลาง
ไอศกรีมทุกแท่งของไทรสุกจึงถูกคิดค้นขึ้นจากคาแรกเตอร์ ลวดลาย และสีสันของสัตว์ป่า นำมาตีความและจับคู่กับวัตถุดิบชั้นดี จนกลายเป็นรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และตั้งชื่อตามสัตว์ชนิดนั้นๆ ทำให้ชื่อร้าน “ไทรสุก” ซึ่งเปรียบเหมือนต้นไทรในป่าธรรมชาติที่มีผลสุกงอมคอยดึงดูดสัตว์ป่าให้มารวมตัวกัน กลายเป็นพื้นที่รวมตัวของผู้คนเพื่อทำความรู้จักเขาใหญ่ผ่านประสบการณ์ที่เข้าถึงง่ายและอร่อยเต็มคำ
3 กลยุทธ์เด็ด พลิกโฉมไอศกรีมให้มีคุณค่าทางใจ
1. Product Storytelling: ดีไซน์รสชาติและตั้งชื่อชวนสะดุดตา
ไทรสุกออกแบบไอศกรีมให้เป็นสื่อกลางเล่าเรื่องธรรมชาติอย่างสนุกสนาน โดยดึงเอาคาแรกเตอร์ของสัตว์ป่าที่เกี่ยวข้องกับเขาใหญ่มาสร้างสรรค์ เช่น:
รสนกขุนแผนอกส้ม: ใช้โทนสีขาวและส้มอมเหลืองจากพีชย่างเนย น้ำผึ้ง และโยเกิร์ต
รสหมาใน: ใช้โทนสีน้ำตาลเข้ม มีส่วนผสมของชาไทย บราวนี และทองม้วน
รส I’m Here (ตัวเงินตัวทอง): รสชาติที่เรียกเสียงฮือฮาด้วยเบสคาราเมล ใส่งา brittle รวงผึ้งสด และ honeycomb candy
รสเขาใหญ่: รสชาติยอดนิยมที่ถอดภาพจำของเขาใหญ่มาไว้ในแท่งเดียว
การดีไซน์ที่สวยงามและสตอรี่ที่น่ารักนี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสงสัยและทำให้เกิดการบอกต่อบนโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็วโดยแทบไม่ต้องทุ่มงบการตลาด ซึ่งคุณเต้ยได้ให้ทัศนะถึงกุญแจสำคัญในการทำธุรกิจยุคนี้ไว้ว่า:
“การทำธุรกิจในยุคนี้กระแสโซเชียลเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม แต่อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นกุญแจดอกสำคัญคือ คุณภาพ เรื่องราว และรสชาติ ที่จะทำให้แบรนด์คงอยู่ได้ตลอดไปได้นั่นเอง”
2. Local Ingredient: ชูรสชาติและวัตถุดิบท้องถิ่น
แบรนด์ตั้งใจให้ไอศกรีม 1 แท่ง มีวัตถุดิบท้องถิ่นอยู่อย่างน้อย 1 อย่าง เพื่อส่งต่อเรื่องราวของพื้นที่ผ่านรสชาติปัจจุบันไทรสุกมีไอศกรีมกว่า 30 รสชาติ โดยประมาณ 40-50% ของตู้ไอศกรีมเลือกใช้วัตถุดิบในพื้นที่เขาใหญ่ เช่น โกโก้ วานิลลา เสาวรส และมะม่วง
แม้ว่าการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นจะมีความท้าทายเรื่องฤดูกาลจนทำให้ต้องเปลี่ยนเมนูอยู่เรื่อยๆ แต่นี่กลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ลูกค้าตื่นเต้นทุกครั้งที่กลับมา สำหรับราคาขายจะอยู่ที่ประมาณ 85-135 บาทต่อแท่ง ซึ่งเป็นราคาที่สะท้อนถึงความพรีเมียม คุณภาพ ความตั้งใจ และกระบวนการทำที่บางรสชาติต้องใช้เวลายาวนานหลายชั่วโมง
3. Experiential Space: ออกแบบร้านให้เป็นพื้นที่เรียนรู้สุดสนุก
ประสบการณ์ของลูกค้าไม่ได้จบลงแค่การกินไอศกรีม แต่ไทรสุกต่อยอดไปสู่พื้นที่ภายในร้านด้วยการสร้าง "ฐานการเรียนรู้ธรรมชาติและสัตว์ป่า 7 ฐาน" ที่คุณเต้ยออกแบบจากประสบการณ์คลุกคลีกับสัตว์ป่าเขาใหญ่กว่า 20 ปี โดยมีไกด์พาเล่นและชวนสังเกตอย่างเป็นกันเอง:
ฐานที่ 1: เกมแยกประเภทสัตว์ป่าเขาใหญ่ออกจากสัตว์ต่างประเทศกว่า 50 ชนิด
ฐานที่ 2: ทำความรู้จักนกเงือกและบทบาทนักกระจายเมล็ดพันธุ์ผ่านโมเดลขนาดเท่าจริง
ฐานที่ 3: เรียนรู้วิถีชีวิตชะนีบนเรือนยอดไม้ พร้อมบาร์โหนจำลองให้ทดลองเล่น
ฐานที่ 4: เกมทายภาพลวดลายและลักษณะเด่นของสัตว์ป่า
ฐานที่ 5: ต่อจิ๊กซอว์ชิ้นส่วนภาพนกเขาใหญ่
ฐานที่ 6: ฟังและเรียนรู้ความหมายของเสียงสัตว์และสัญญาณต่างๆ ในป่าธรรมชาติ
ฐานที่ 7: ฝึกแกะรอยเท้าสัตว์ป่าบนโป่งดินจำลอง
วางอัตลักษณ์ชัดเจน ไม่ต้องแข่งกับใคร
ท่ามกลางร้านอาหารและคาเฟ่มากมายในเขาใหญ่ ไทรสุกเลือกวาง Positioning ตัวเองอย่างชัดเจน โดยไม่มีเมนูกาแฟหรืออาหารคาว แต่ปักหมุดเป็น “ร้านไอศกรีมสำหรับช่วงบ่าย” เป็นจุดแวะพักผ่อนหย่อนใจหลังจากที่ลูกค้าไปทานข้าวมาแล้ว ความชัดเจนในจุดยืนบวกกับรสชาติที่อร่อยและเรื่องราวที่ไม่มีใครเหมือน ทำให้ไทรสุกกลายเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและเป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตของนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง
ที่มาของข้อมูล : https://everydaymarketing.co/brand/decoding-the-brand-storytelling-strategy-of-thaisuk-an-ice-cream-shop-that-tells-the-story-of-khao-yai-through-wildlife-and-nature/