ในภาวะที่สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจเต็มไปด้วยความผันผวนและแรงกดดันรอบด้าน ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEs ของประเทศไทยได้ส่งสัญญาณการปรับตัวครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อผลสำรวจล่าสุดระบุว่า ผู้ประกอบการ SMEs ไทยมากกว่า 70% ได้ตื่นตัวและตัดสินใจนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่พุ่งสูงทะลุค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ นับเป็นดัชนีชี้วัดชัดเจนว่า AI ไม่ใช่เพียงแค่เทรนด์ของเล่นใหม่อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นอาวุธหลักและทางรอดสำคัญในการแข่งขันบนสมรภูมิธุรกิจยุคปัจจุบันที่ต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนแพง
เมื่อ “ต้นทุนแพง” กลายเป็นแรงผลักดันให้ธุรกิจต้องเปลี่ยน
Pain Point อันดับหนึ่งที่สร้างความกังวลใจและกดดันผู้ประกอบการไทยมากที่สุดในเวลานี้ คือแนวโน้มต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง ค่าวัตถุดิบ หรือค่าบริหารจัดการในระบบห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายนี้ SMEs ไทยจำนวนมากจึงเลือกที่จะไม่ใช้วิธีตั้งรับด้วยการลดค่าใช้จ่ายระยะสั้นแบบเดิมๆ แต่ยอมปรับเกมรุกด้วยการลงทุนเพื่ออนาคต ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการเลือกที่จะนำเทคโนโลยี AI และโซลูชันดิจิทัล (ซึ่งมีการนำมาใช้สูงกว่า 80%) เข้ามาเป็นเครื่องมือหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเร่งการตัดสินใจ และที่สำคัญที่สุดคือการใช้ AI เป็นเครื่องมือสร้างกำไรและลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม
ส่องผลลัพธ์เชิงประจักษ์ AI ช่วยลดต้นทุน-ดันประสิทธิภาพพุ่ง
การก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของภูมิภาคอาเซียนด้านการเปิดรับเทคโนโลยีของ SMEs ไทย ไม่ใช่เรื่องของการตามกระแส แต่มีตัวเลขความสำเร็จรองรับอย่างชัดเจน
- กลุ่มธุรกิจที่นำ AI มาใช้ระบุว่า สามารถช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานลงได้อย่างชัดเจน ทำให้องค์กรมีความคล่องตัวและมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งขึ้น
- ระบบ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และลดอัตราความผิดพลาดของแรงงานมนุษย์
- ธุรกิจส่วนใหญ่หันมาให้ความสำคัญกับประเด็นความยั่งยืน (ESG) การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการขยายฐานลูกค้ามากกว่าการมองแค่ผลกำไรระยะสั้น
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังสะท้อนอินไซต์ที่น่าสนใจว่า “ภูมิภาคอาเซียน” กำลังถูกยกระดับจากเป้าหมายการเติบโตทั่วไป สู่การเป็นแผนสำรองและน่านน้ำใหม่ที่ธุรกิจไทยเตรียมขยายสเกลเพื่อกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนภายในประเทศอีกด้วย
ทัศนะสำคัญจากมุมมองผู้นำและผู้เชี่ยวชาญในวงการ
ตัวแทนผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ธุรกิจและเทคโนโลยีการตลาดได้วิเคราะห์ถึงภาพรวมและทิศทางอนาคตของเอสเอ็มอีไทยไว้อย่างน่าสนใจ
“ตัวเลขผลสำรวจที่ชี้ว่า SMEs ไทยกว่า 70% นำ AI มาใช้งานจนสูงกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน สะท้อนให้เห็นถึงสัญชาตญาณการเอาตัวรอดอันยอดเยี่ยมของผู้ประกอบการไทยในยุคที่ต้นทุนการทำธุรกิจแพงหูฉี่ วันนี้หมดเวลาตั้งคำถามแล้วว่า AI จะมาแทนคนไหม แต่โจทย์ที่แท้จริงคือแบรนด์จะนำ AI ไปใช้งานใน Workflow จริงอย่างไรให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจ ทว่าสิ่งที่เราต้องระวังและเร่งแก้ไขต่อจากนี้ คือการช่วยอุ้มชูธุรกิจรายเล็กๆ ที่ยังเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี รวมถึงการเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้พร้อมใช้งาน AI ได้อย่างทั่วถึง เพราะท้ายที่สุดแล้ว AI จะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดว่าใครจะวิ่งได้เร็วกว่าและอยู่รอดในสนามแข่งขันแห่งอนาคต”
บทสรุปของผลสำรวจในครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า โครงสร้างการแข่งขันของตลาด SMEs ไทยได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค "Intelligence in Action" หรือการประชันกันด้วยความสามารถในการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้งานจริง
แม้ความท้าทายเรื่องข้อจำกัดด้านงบประมาณและทักษะแรงงานของธุรกิจรายย่อยจะยังคงอยู่ แต่การที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เลือกที่จะเดินหน้าลงทุนในระบบดิจิทัลและ AI จะกลายเป็นรากฐานและแต้มต่อครั้งสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนวิกฤตต้นทุนแพงให้กลายเป็นโอกาสครั้งใหญ่ ในการยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจไทยให้แข็งแกร่ง โปร่งใส และพร้อมที่จะเติบโตไปบนเวทีการแข่งขันระดับภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน
ที่มาของข้อมูล : รายงานผลสำรวจทิศทางการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจ SMEs ไทย โดย Marketing Oops!