สินค้าจำเป็นกัดฟันตรึงราคาไหว 3-4 เดือน น้ำมันแพง ซ้ำเติมค่าครองชีพ

ภาคธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคขยับรับมือวิกฤตพลังงาน 'กัดฟันตรึงราคาสินค้า 3-4 เดือน' พยุงกำลังซื้อผู้บริโภค 


    ผู้ประกอบการกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าจำเป็นรายใหญ่ของไทย ประกาศความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นจากเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยยืนยันจะพยายามตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุดประมาณ 3-4 เดือน เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน แม้ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตและขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

สินค้าจำเป็นกัดฟันตรึงราคาไหว 3-4 เดือน น้ำมันแพง ซ้ำเติมค่าครองชีพ


    มาตรการตรึงราคาสินค้า (ระยะสั้น 3-4 เดือน) ผู้บริหารในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ระบุว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อในช่วง เดือนข้างหน้า ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังพอ "กัดฟัน" ตรึงราคาสินค้าเดิมไว้ได้ แม้ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งจะขยับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ โดยเน้นการบริหารจัดการภายในเพื่อรักษาฐานลูกค้าและพยุงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ปัจจุบันมีความเปราะบางอย่างมาก 

   นายเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มคาราบาว กล่าวว่า  “ถ้าสถานการณ์ทุกอย่างยืดเยื้ออยู่ภายในระยะเวลา 3 เดือน ไม่ว่าราคาน้ำมันจะขึ้นไปเท่าไร ก็ตาม เราอาจกำไรน้อยลงบ้าง แต่ระยะสั้นยังไหว และตรึงราคาสินค้าได้ช่วง 3 เดือน เช่น เครื่องดื่มชูกำลังที่ขาย 10 บาท แต่ห่วงกำลังซื้อ และค่าครองชีพของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น” ความกังวลเรื่อง "กำลังซื้อ" และ "ค่าครองชีพ" สิ่งที่ภาคธุรกิจกังวลมากกว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เมื่อราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินพุ่งสูงขึ้น ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายและเลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่จำเป็นเท่านั้น หากมีการปรับขึ้นราคาสินค้าในเวลานี้ อาจส่งผลกระทบซ้ำเติมทำให้ยอดขายตกลงอย่างรุนแรง 

สินค้าจำเป็นกัดฟันตรึงราคาไหว 3-4 เดือน น้ำมันแพง ซ้ำเติมค่าครองชีพ


    การปรับตัวของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) จากปัจจัยความเสี่ยงเรื่องน้ำมันแพง ภาคธุรกิจเริ่มมีการปรับแผนงานใน ด้านหลัก : 

  • การเพิ่มสภาพคล่อง: สำรองเงินสดและเร่งระบายสต็อกสินค้าเดิมออกสู่ตลาด 
  • การจัดการโลจิสติกส์ : ปรับเส้นทางขนส่งและวิธีการจัดส่งสินค้าเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง (Energy Efficiency) 
  • การบริหารจัดการหนี้ : ลดการกู้ยืมใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงภาระดอกเบี้ยในช่วงเศรษฐกิจผันผวน
    ผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และบริการ นอกจากสินค้าอุปโภคบริโภคแล้ว บทความยังชี้ให้เห็นว่าต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้นได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม "รับสร้างบ้าน" และ "อสังหาริมทรัพย์" โดยตรง โดยต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้างและค่าขนส่งขยับเพิ่มขึ้น 10-15% ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายเตรียมปรับราคาบ้านใหม่ภายใน เดือนข้างหน้า 
 
   นักวิชาการมองว่า หากราคาน้ำมันดิบโลกยืนระยะที่ระดับสูงเกิน 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลานาน จะเกิดภาวะเงินเฟ้อที่มาจากฝั่งอุปทาน (Cost-push Inflation) ซึ่งควบคุมได้ยาก รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทในการดูแลราคาพลังงานในประเทศผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาสินค้าพื้นฐานพุ่งสูงจนประชาชนแบกรับไม่ไหว 

    บทสรุปสำหรับทิศทางธุรกิจ : ในช่วงไตรมาสที่ และ ของปี 2569 จะเป็นช่วงเวลา "พิสูจน์ความแข็งแกร่ง" ของภาคธุรกิจไทย ว่าจะสามารถบริหารจัดการต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นได้นานเพียงใด โดยมีเส้นตายสำคัญอยู่ที่การสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาสินค้าในอีก3-4เดือนข้างหน้า หากสถานการณ์โลกยังไม่คลี่คลายผู้บริโภคอาจต้องเตรียมรับมือกับการปรับขึ้นราคาสินค้าแบบวงกว้างในช่วงปลายปี 

ที่มาของข้อมูล : สินค้าจำเป็นกัดฟันตรึราคาไหว 3-4 เดือน น้ำมันแพง ซ้ำเติมค่าครองชีพ