ท่ามกลางมรสุมเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิตที่ขยับตัวสูงขึ้น ภาคธุรกิจและผู้บริโภคชาวไทยกำลังเผชิญกับโจทย์ที่ยากที่สุดในรอบหลายปี เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ "สมดุลใหม่" ที่เต็มไปด้วยปัจจัยลบกดทับกำลังซื้อทั้งระบบ ส่งสัญญาณวิกฤตที่ไม่ได้ระเบิดตู้มเดียว แต่ค่อยๆ บีบเค้นจนลามเป็นลูกโซ่
โลกสี "เทาเข้ม" และสมดุลใหม่ที่น่ากังวล
อภิชาติ เกษมกุลศิริ กรรมการบริหาร บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด เปิดเผยวิสัยทัศน์ที่สะท้อนภาพจริงของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า ขณะนี้นักวิเคราะห์อาจมีความเห็นที่หลากหลาย แต่จุดร่วมที่ทุกคนเริ่มเห็นตรงกันคือ โลกกำลังอยู่ในสมดุลที่เป็นสี “เทาเข้ม” ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อของคนทุกระดับ
"ลองนึกภาพง่ายๆ คนเงินเดือน 20,000 บาท ต่อให้ขยับเป็น 30,000 บาท ในอีกไม่กี่เดือน แต่ค่าใช้จ่าย ค่ากิน ค่าอยู่ ค่าน้ำมัน เพิ่มขึ้น 5-10% สุดท้ายชีวิตไม่ได้ดีขึ้นจริง!"
วิกฤต "Slow Burn": เจ็บลึกกว่าที่เคยเป็น
นายอภิชาติเปรียบเทียบวิกฤตครั้งนี้กับเหตุการณ์ในอดีตไว้อย่างน่าสนใจ โดยมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีความน่ากังวลแตกต่างจากวิกฤตปี 2540 ที่ทำลายโครงสร้างประเทศ หรือวิกฤตโควิด-19 ที่สร้างหนี้สาธารณะและบรรทัดฐานใหม่
วิกฤตครั้งนี้เปรียบเสมือนประเทศไทยเป็นคนที่มีอายุมากขึ้นแต่มีภาระ (น้ำหนักตัว) เพิ่มขึ้น และต้องพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูง ในขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักอย่างการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
เงินเฟ้อไม่ใช่เรื่องเล่น: ราคาน้ำมันขยับจาก 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาแตะระดับ 80-100+ ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราว 20%
ผลกระทบลูกโซ่: ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมัน แต่ลามไปถึงต้นทุนขนส่ง วัตถุดิบ และราคาสินค้าทุกประเภท
อสังหาริมทรัพย์กับ "จุดตาย" ของธุรกิจ
กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากต้นทุนทั้ง Hard Cost (วัสดุ) และ Soft Cost (แรงงานและระบบ) พุ่งสูงขึ้นอย่างน้อย 5-7%
"ราคาขายขึ้นไม่ได้ นี่คือ 'จุดตาย' ของธุรกิจ! เพราะรายได้ของผู้บริโภคยังไม่เพิ่ม ผู้ประกอบการจึงติดกับดัก ขึ้นราคาก็ขายไม่ได้ ไม่ขึ้นก็โดนต้นทุนกิน"
สิ่งที่ผู้ประกอบการพยายามทำเพื่อความอยู่รอดในขณะนี้ คือการ “ลดสเปก” ใช้วัสดุที่ถูกลง หรือลดฟังก์ชันและคุณภาพบางส่วน ซึ่งเปรียบได้กับร้านอาหารที่ต้องลดปริมาณอาหารลงแทนการขึ้นราคานั่นเอง
GDP ไทย สัญญาณเตือนภัยที่เริ่มดังเงียบๆ
จากเดิมที่คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยไว้ที่ 2.5% นายอภิชาติมองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะลดลงเหลือใกล้ระดับ 2% โดยความรุนแรงจะชัดเจนขึ้นตามลำดับเวลา:
ไตรมาส 1 : ยังมีแรงส่งจากอดีตช่วยพยุง
ไตรมาส 2 : เริ่มได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัด
ไตรมาส 3-4 : จะได้รับผลกระทบเต็มรูปแบบ
นี่คือสภาวะที่เรียกว่า “Slow Burn Crisis” วิกฤตที่ค่อยๆ เผาไหม้อย่างช้าๆ ไม่ระเบิดรุนแรงทันที แต่ค่อยๆ บีบให้เศรษฐกิจชะลอตัว รายได้ลดลง และการจ้างงานหดตัวลงอย่างเงียบเชียบ จนกระทั่งผู้บริโภคเริ่มรู้สึกตัวเมื่อค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นจนต้องลดการใช้จ่ายในที่สุด ซึ่งจะส่งผลสะท้อนกลับเป็นวงจรชะลอตัวที่ยากจะแก้ไขได้ในระยะสั้น
