หากเอ่ยถึงนักลงทุนเน้นคุณค่า หรือ Value Investor (VI) ในประเทศไทย ชื่อของ “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” คือตำนานที่ยังมีลมหายใจ ผู้บุกเบิกแนวคิดการลงทุนสายคุณค่าและเอาชนะความผันผวนของตลาดทุนมาได้อย่างยาวนานกว่า 30 ปี หัวใจสำคัญของ ดร.นิเวศน์ คือการเปลี่ยนกรอบความคิดจากการเป็น "นักเทรดหุ้น" ที่วิ่งไล่ตามราคา มาเป็น "เจ้าของธุรกิจ" ที่ใช้ตลาดหุ้นเป็นเครื่องมือจัดสรรเงินทุน ปรับเปลี่ยนชีวิตจากเด็กชายที่มีต้นทุนติดลบ สู่การเป็นผู้สร้างพอร์ตการลงทุนระดับหมื่นล้านผ่าน 4 บทเรียนชีวิตและการเงินที่ทรงคุณค่า
1. “ต้นทุนที่ติดลบ” ไม่ใช่ตัวกำหนดเส้นทางชีวิต
ดร.นิเวศน์ เกิดในปี 2496 ในครอบครัวผู้อพยพจากจีนที่เดินทางมาไทยโดยไม่มีทรัพย์สินติดตัว พ่อแม่ต้องทำงานรายวันเพื่อหาเช้ากินค่ำ ในบรรดาพี่น้อง 3 คน ดร.นิเวศน์ เป็นคนเดียวที่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเนื่องจากตัวเล็กเกินกว่าจะออกไปทำงานแรงงาน เขาจึงมุ่งมั่นไขว่คว้าด้านการศึกษาอย่างเต็มที่ โดยอาศัยความเป็นเลิศด้านคำนวณและวิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือเปิดทางสู่โอกาสและสร้างรากฐานความคิดมาจนถึงปัจจุบัน
2. “ความรู้” คือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในชีวิต
สำหรับผู้ที่มีต้นทุนชีวิตต่ำ การศึกษาคือการลงทุนแรงงานที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด ดร.นิเวศน์ เริ่มต้นเรียนที่โรงเรียนวัดดอน สอบเข้าโรงเรียนวัดสุทธิวราราม โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และเข้าศึกษาต่อคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หลังจากทำงานเป็นวิศวกรได้ระยะหนึ่ง เขาพบว่าสายงานการเงินมีโอกาสเติบโตทางรายได้สูงกว่า จึงตัดสินใจเรียนต่อ MBA ที่นิด้า โดยขอทำงาน 3 วันและเรียน 3 วัน แลกกับการรับเงินเดือนครึ่งเดียว ต่อมายังได้รับทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกด้านการเงินที่ University of Mississippi สหรัฐอเมริกา และเดินทางกลับไทยในวัย 32 ปี
เมื่อกลับมา เขาเริ่มทำงานที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทำให้ได้สัมผัสวิกฤตตลาดหุ้น Black Monday และเริ่มลงทุนแบบป้องกันความเสี่ยง ต่อมาได้ย้ายไปทำงานด้าน Investment Banking ในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยเติบโตอย่างมหาศาล
3. วิกฤตคือโอกาส แค่ “อดทนให้พอ และรอให้เป็น”
ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ดร.นิเวศน์ ต้องถูกเลิกจ้างอย่างกะทันหันในวัย 42 ปี เขาจึงนำเงินเก็บก้อนสุดท้ายมาทำการ "ลงทุนเพื่อชีวิต" ในช่วงที่ตลาดหุ้นร่วงลงหนัก โดยมองหาบริษัทคุณภาพดีที่ยังทำกำไรและจ่ายเงินปันผลสูงถึง 10% ต่อปี เขาเลือกลงทุนในหุ้นคุณภาพ 6–7 ตัวเพื่อกินเงินปันผลระยะยาวโดยไม่คิดจะขาย ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี พอร์ตการลงทุนกลับงอกเงยสร้างผลตอบแทนคืนมามากกว่า 400 เท่า
จากประสบการณ์ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ 4 ครั้ง ผลตอบแทนพอร์ตของ ดร.นิเวศน์ สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในวิกฤตดังนี้:
วิกฤตต้มยำกุ้ง (2540) SET ร่วง -50% แต่พอร์ตของเขาทำผลตอบแทนได้ +10% และปีถัดมา +50%
วิกฤตฟองสบู่ดอทคอม (2543) หุ้นไทยร่วง -40% แต่พอร์ตทำผลตอบแทนได้ +20% และปีถัดมา +70%
วิกฤตซับไพร์ม (2551) พอร์ตติดลบ -15% (น้อยกว่าตลาด) และปีถัดมาทะยานสูงถึง +140%
วิกฤตโควิด-19 (2562–2563) พอร์ตติดลบ -10% และปีถัดมากู้คืนกลับมาที่ +20%
ดร.นิเวศน์ เน้นย้ำว่า สำหรับนักลงทุนระยะยาว วิกฤตคือช่วงเวลาที่หุ้นดีถูกนำมาเลหลังขายในราคาถูก แม้ปีที่เกิดวิกฤตพอร์ตอาจติดลบ แต่เมื่อผ่านพ้นไป พอร์ตจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด ขอเพียงแค่อดทนและรอคอยจังหวะเวลาให้เป็น
4. “ความรวย” ไม่ได้เท่ากับ “ความสุข” เสมอไป
ปัจจุบัน ดร.นิเวศน์ เกษียณจากการทำงานประจำตั้งแต่อายุ 51 ปี และยังคงจัดสรรพอร์ตการลงทุนใน 3 ตลาดหลัก ได้แก่:
ตลาดหุ้นเวียดนาม เน้นการเติบโต จากเศรษฐกิจที่โตปีละ 7%
ตลาดหุ้นไทย เน้นรับเงินปันผล 5–6% ต่อปีและปกป้องเงินทุน จากหุ้นบริษัทเก่าแก่และมั่นคง
ตลาดหุ้นโลกและสหรัฐฯ เน้นลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เช่น NVIDIA, Apple และ Google
แม้จะมีรายได้จากเงินปันผลปีละหลายล้านบาท แต่ ดร.นิเวศน์ ยังคงใช้ชีวิตอย่างสมถะ มัธยัสถ์ และเรียบง่าย ด้วยแนวคิดที่ว่าเงินอาจช่วยซื้อความสะดวกสบายได้ แต่ไม่สามารถเติมเต็มความสุขที่เกิดจากความสงบในจิตใจและครอบครัวได้ อิสรภาพทางการเงินที่แท้จริงจึงเป็นการมีเงินมากพอที่จะเลือกใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเอง โดยไม่ต้องวิ่งตามค่านิยมของสังคม
ชีวิตและแนวคิดของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เป็นบทเรียนการเงินที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการเก็งกำไรระยะสั้น แต่เกิดจากการลงทุนในความรู้ การมองเห็นโอกาสท่ามกลางวิกฤต ความอดทนในการถือครองสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ และการใช้ชีวิตบนพื้นฐานความพอเพียง ซึ่งกลายเป็นพิมพ์เขียวสำคัญสำหรับนักลงทุนยุคใหม่ในการสร้างอิสรภาพทางการเงินที่แท้จริง