เทรนด์เปลี่ยน แบรนด์ใหญ่มา ถอดบทเรียน 3 ธุรกิจอีสาน ทำอย่างไรให้โตไกลกว่าที่คิด

ท่ามกลางสมรภูมิการค้าที่มีแบรนด์ใหญ่ระดับประเทศลงมาแข่งขันในพื้นที่อย่างเข้มข้น ภาพจำเดิมที่ว่าธุรกิจท้องถิ่นจะเติบโตได้เพียงในพื้นที่ของตัวเองกำลังถูกลบเลือนไป เมื่อ DNA ความเป็นอีสานกลับกลายเป็นคุณค่าที่สร้างความแตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ที่ลอกเลียนได้ยาก ล่าสุดในเวทีเสวนา Expertise Stage งาน The Secret Sauce Business Weekend อีสาน 2026 เซสชัน “The Untold Story of Scaling” ณ KICE ขอนแก่น ดำเนินรายการโดย คุณกฤษฎิ์ บุญสาร ซีอีโอและบรรณาธิการบริหาร "ลาวเด้อ" ได้เปิดพื้นที่ให้ 3 ผู้ประกอบการท้องถิ่นร่วมถอดบทเรียนการขยายสเกลธุรกิจภายใต้แนวคิด “Real Talk. Real Scale.” สะท้อนให้เห็นถึงบาดแผล ความผิดพลาด และกลยุทธ์การเปลี่ยนจุดแข็งท้องถิ่นให้กลายเป็นระบบที่แข็งแกร่ง

1. Mongni Cafe ปรับภาพลักษณ์ ดึงวัตถุดิบท้องถิ่น สร้างความต่างระดับสากล

จากร้านชานมไข่มุกเล็กๆ ในจังหวัดขอนแก่นเมื่อปี 2018 ที่เติบโตอย่างรวดเร็วจนเคยเปิดสาขาใหม่สูงสุดถึง 4 แห่งต่อเดือน และขยายไปกว่า 50–60 สาขาทั่วประเทศ คุณแขก-อภิชัย ศิริสม ผู้ร่วมก่อตั้ง Mongni Cafe ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตโควิด-19 และมาตรการปิดห้างสรรพสินค้า จนทำให้หลายสาขาไม่สามารถไปต่อได้

ประสบการณ์ดังกล่าวกลายเป็นบทเรียนสำคัญในการกลับมาทบทวนระบบตรวจสอบ มาตรฐานการทำงาน (SOP) และกระบวนการบริหารให้รัดกุม เมื่อขยายตลาดเข้าสู่กรุงเทพฯ ภายใต้แบรนด์ Mongni Go แบรนด์ได้ปรับภาพลักษณ์ใหม่ทั้งหมด ทั้งงานดีไซน์ บรรจุภัณฑ์ และการนำวัตถุดิบท้องถิ่นที่คนอีสานคุ้นเคยอย่าง ข้าวเม่า และ ข้าวปุกงา มาพัฒนาเป็นเครื่องดื่มเพื่อสร้างจุดขาย

คุณอภิชัย ได้มองแบรนด์ใหญ่เป็นต้นแบบในการเรียนรู้เรื่องระบบและงานออกแบบ พร้อมฝากข้อคิดสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไว้ว่า:

“อย่าเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป ต้องรับฟังคนอื่น และต้องทำธุรกิจให้ขายดีจนรวยก่อน ค่อยคิดเรื่องการขยาย”

2. Kinn’s The Buta “ธุรกิจอาหารไม่ใช่ Copy & Paste” และการขยายผ่านระบบแฟรนไชส์

เริ่มต้นจากร้านชาบูบุฟเฟ่ต์ขนาด 7 โต๊ะหน้ามหาวิทยาลัยขอนแก่น สู่แบรนด์ที่เติบโตยาวนานกว่า 12 ปี และขยายไปแล้ว 6 สาขาผ่านระบบแฟรนไชส์ คุณเอ๋-พรหมพร ไกรกีรติ เวียรศิลป์ ผู้ก่อตั้ง Kinn’s The Buta ได้แชร์บทเรียนสำคัญจากการทดลองขยายสาขาเองที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งแม้จะยกมาตรฐานและรสชาติไปได้เหมือนเดิม แต่กลับพบปัญหาจากการขาดความเข้าใจคนในพื้นที่ ทั้งเรื่องทำเลการเดินทาง ภาษา และพฤติกรรมผู้บริโภค

ความผิดพลาดดังกล่าวนำไปสู่การเปลี่ยนยุทธศาสตร์มาขยายธุรกิจผ่านโมเดลแฟรนไชส์ โดยร่วมมือกับ "คนในพื้นที่" ที่เข้าใจวัฒนธรรมและทำเลเป็นอย่างดี ควบคู่ไปกับการใช้เวลา 1 ปีในการวางระบบสาขาต้นแบบเพื่อควบคุมมาตรฐานหลังบ้าน

คุณพรหมพร เน้นย้ำว่าแบรนด์ท้องถิ่นมีความได้เปรียบเรื่องความยืดหยุ่นและการตัดสินใจที่รวดเร็ว พร้อมฝากเตือนผู้ประกอบการว่า “อย่าขยายเร็วกว่าระบบ” และต้องพร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

3. MATSU SUSHI ยกระดับมาตรฐานพรีเมียม สเกลธุรกิจเมื่อ “คนเก่งล้นบ้าน”

คุณโช-โชติกะ สุขสงวน ผู้ก่อตั้งร้าน Matsu นำประสบการณ์กว่า 10 ปีในธุรกิจซัพพลายวัตถุดิบอาหาร มองเห็นโอกาสในตลาดต่างจังหวัด โดยเริ่มต้นเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียมที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพเดียวกับร้านชั้นนำในกรุงเทพฯ ที่จังหวัดอุบลราชธานี ก่อนจะขยายสู่จังหวัดขอนแก่น เพื่อให้คนในท้องถิ่นเข้าถึงมื้ออาหารคุณภาพและประสบการณ์การเฉลิมฉลองได้โดยไม่ต้องเดินทางไกล

บทเรียนสำคัญของคุณโชติกะเกิดขึ้นในวันเปิดร้านวันแรก จากการใช้รถแห่ประชาสัมพันธ์จนมีผู้บริโภคมาต่อคิวเป็นจำนวนมาก แต่ระบบการจัดการคิวที่ยังไม่พร้อมทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ สะท้อนว่าการตลาดที่ดีต้องมาพร้อมกับระบบบริการที่รองรับได้จริง

นอกจากนี้ คุณโชติกะยังวางหลักการขยายสาขาไว้ว่าจะขยายเมื่อ “คนเก่งล้นบ้าน” หรือทีมงานมีความพร้อม และมองว่าหัวใจสำคัญของการแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่คือการยกระดับมาตรฐานให้ทัดเทียม แล้วเติมความเข้าใจในพฤติกรรมของคนท้องถิ่นลงไป


    บทเรียนจากผู้ประกอบการอีสานทั้ง 3 แบรนด์ แสดงให้เห็นว่าการเติบโตทางธุรกิจในยุคปัจจุบันไม่ได้วัดกันที่ขนาดของเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการนำเอกลักษณ์และความใกล้ชิดในท้องถิ่นมาผสานเข้ากับการวางระบบบริหารจัดการที่แข็งแกร่ง การเรียนรู้จากความผิดพลาด ความยืดหยุ่นในการปรับตัว และการพัฒนาองค์กรอย่างไม่หยุดยั้ง คือกุญแจสำคัญที่พาแบรนด์ท้องถิ่นก้าวข้ามข้อจำกัด และเติบโตได้อย่างมั่นคงบนเวทีการค้าในระดับที่ไกลกว่าเดิม


ที่มาของข้อมูล : การเสวนา “The Untold Story of Scaling” บนเวที Expertise Stage ในงาน The Secret Sauce Business Weekend อีสาน 2026 โดย ลาวเด้อ