สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้ยกระดับความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อาหารโลกจาก Energy Shock ไปสู่ Food Cost Shock เนื่องจากอ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งส่งออกสำคัญของปุ๋ยเคมี น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ได้ประเมินว่า วิกฤตครั้งนี้มีลักษณะเป็น “Slow-Burning Food Crisis” ที่คอยกดดันต้นทุนเพาะปลูกและราคาสินค้าเกษตรโลกอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งจะส่งผ่านแรงกดดัน Cost-Push มายังอุตสาหกรรมอาหารไทยผ่าน 2 ช่องทางหลัก และกระทบผู้ประกอบการในวงกว้าง
2 ช่องทางหลัก ผลกระทบด้านต้นทุนส่งผ่านสู่อุตสาหกรรมอาหารไทย
ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าปรับสูงขึ้น: เมื่อราคาปุ๋ยในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการเพาะปลูกธัญพืชสำคัญของโลก ทั้งถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวสาลีเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบต่อธุรกิจอาหารไทยที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าเป็นหลัก โดยยังมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากค่าระวางเรือที่แพงขึ้นและระยะเวลาการขนส่งที่ยาวนานขึ้น
ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น: กระบวนการผลิตอาหารต้องใช้พลังงานไฟฟ้าและเชื้อเพลิงความร้อน (ดีเซล, ก๊าซธรรมชาติ) ในระบบ Boiler, Steam, Cold Storage การอบ ทอด บด และสกัดน้ำมัน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ขยับสูงขึ้น ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ในการกระจายสินค้าไปยังหน้าร้านและ Modern Trade
เปิด 4 กลุ่มสินค้าอาหารความเสี่ยงสูง และระดับความสามารถในการปรับราคา
Krungthai COMPASS พบว่ามี 4 สินค้าอาหารกลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, น้ำมันถั่วเหลือง, ขนมปัง/ขนมอบ และขนมขบเคี้ยว ซึ่งมีสัดส่วนต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า รวมกับต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งสูงถึง 77.2% – 82.7% ของต้นทุนการผลิตรวม
เมื่อวิเคราะห์ความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค หากราคาวัตถุดิบนำเข้าและน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น 1% พบว่าสินค้าแต่ละประเภทสามารถปรับราคาขายขึ้นได้จำกัด ดังนี้
ขนมขบเคี้ยว (ส่งผ่านได้น้อยที่สุด): มีค่าสัมประสิทธิ์อยู่ที่ 0.08 (หากต้นทุนเพิ่ม 1% ราคาขายขยับขึ้นได้เพียง 0.08%) เนื่องจากเผชิญการแข่งขันรุนแรงจากคู่แข่งในประเทศ สินค้านำเข้า และมีสินค้าทดแทนได้ง่าย
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป: ค่าสัมประสิทธิ์อยู่ที่ 0.10
ขนมปัง / ขนมอบ: ค่าสัมประสิทธิ์อยู่ที่ 0.18
น้ำมันถั่วเหลือง: ค่าสัมประสิทธิ์อยู่ที่ 0.32
ความเสี่ยงเพิ่มเติมจากราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติก
นอกเหนือจากวัตถุดิบและพลังงาน อุตสาหกรรมอาหารไทยยังเผชิญความเสี่ยงด้านลบ (Downside Risk) จาก ราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง ซึ่งเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นในไตรมาส 2/2569 เนื่องจากสงครามกระทบการนำเข้าแนฟทา (วัตถุดิบผลิตเม็ดพลาสติก) ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มมีสัดส่วนการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกสูงถึง 53% จึงกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยกดดันต้นทุนการผลิต
3 แนวทางปรับตัวเพื่อลดความเสี่ยงของผู้ประกอบการอาหารไทย
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ได้เสนอแนะแนวทางการปรับตัวสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร 3 ประการ ได้แก่
1. Supply Chain Relocation: กระจายแหล่งการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อลดการพึ่งพาภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง พร้อมปรับสูตรการผลิตมาใช้วัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้น
2. AI Adoption & Digital Cold Chain: ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และระบบความเย็นดิจิทัล เพื่อรักษาคุณภาพสินค้า ลดความเสี่ยงการปนเปื้อน และยืดอายุการเก็บรักษาอาหารสดและอาหารแช่เย็น
3. Green & Energy Transition: เลือกลงทุนในเทคโนโลยีประหยัดพลังงานและพลังงานทางเลือก เช่น ระบบ Heat Optimization and Recovery และ Biogas เพื่อลดต้นทุนพลังงานและเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืนในระยะยาว
ที่มาของข้อมูล : เมื่อ Costs Attack: ต้นทุนพุ่ง สะเทือนอุตสาหกรรมอาหารไทยอย่างไร โดย ThaiPR