ท่ามกลางกระแสการแห่ตื่นตัวนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนอย่างก้าวกระโดด ล่าสุดได้เกิดสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ที่นักวิเคราะห์และภาคส่วนต่างๆ ต้องหันมาทบทวนอย่างจริงจัง กับประเด็น “กับดักเลิกจ้าง” ที่ชี้ให้เห็นว่า การที่องค์กรพากันปลดพนักงานแล้วแทนที่ด้วยเทคโนโลยีเพื่อเซฟเม็ดเงินในกระเป๋าตัวเอง อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำลายวงจรเศรษฐกิจในภาพรวม เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคในระบบกำลังเลือนหายไปอย่างน่าใจหาย
ความจริงที่สวนทาง ต้นทุนบริษัทลดลง แต่รายได้ประชากรหดตัว
ในมุมมองของฝั่งผู้ประกอบการและองค์กรธุรกิจ การหันมาพึ่งพา AI ถือเป็นสูตรสำเร็จที่ตอบโจทย์ในการบริหารงานยุคดิจิทัลอย่างมาก เพราะระบบอัตโนมัติสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีความแม่นยำสูง และที่สำคัญคือช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงานได้อย่างมหาศาล
ทว่าในมิติของเศรษฐกิจมหภาค การลดต้นทุนด้วยการเลิกจ้างแรงงานมนุษย์กำลังสร้างผลกระทบลูกโซ่ที่น่ากลัว เมื่อพนักงานจำนวนมากต้องหลุดออกจากระบบการจ้างงานหรือมีรายได้ที่ลดลง สิ่งที่ตามมาทันทีคือ “กำลังซื้อ” ของประชากรในภาพรวมหดตัวลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้คนเริ่มชะลอการใช้จ่าย เลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่จำเป็น และตัดงบรายจ่ายฟุ่มเฟือยทั้งหมด
ผลกระทบงูกินหาง เมื่อไม่มีคนซื้อ ธุรกิจก็ไปต่อไม่ได้
ปรากฏการณ์กับดักเลิกจ้างนี้ กำลังกลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ส่งผลกระทบย้อนกลับมายังภาคธุรกิจเองในท้ายที่สุดตามลอจิกทางเศรษฐศาสตร์ ดังนี้
ระยะแรก: บริษัทปลดคน นำ AI เข้ามาแทน ทำกำไรระยะสั้นได้ดีขึ้นจากต้นทุนที่ต่ำลง
ระยะที่สอง: คนตกงานเพิ่มขึ้น รายได้ลดลง ขาดความมั่นคงในชีวิต ทำให้กำลังซื้อในตลาดหายไปอย่างรุนแรง
ระยะที่สาม: เมื่อกำลังซื้อหายไป สินค้าและบริการของบริษัทต่างๆ ก็ขายไม่ได้ ยอดขายตกต่ำลง จนส่งผลย้อนกลับมาทำลายรายได้และผลกำไรขององค์กรธุรกิจเอง
วิกฤตนี้ชี้ให้เห็นว่า AI สามารถช่วยผลิตสินค้าได้เร็วและถูกลงก็จริง แต่ AI ไม่ใช่ “ผู้บริโภค” ที่จะมาควักเงินในกระเป๋าซื้อสินค้าเหล่านั้น มนุษย์ต่างหากที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักในระบบเศรษฐกิจผ่านการจับจ่ายใช้สอย
ทัศนะและเสียงเตือนสติในยุคปัญญาประดิษฐ์ครองเมือง
นักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจแรงงานได้เปิดเผยถึงบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับทางตันของการลดต้นทุนด้วย AI ไว้ได้อย่างเฉียบคม
“การสะดุดขาตัวเองในสมรภูมิ AI กำลังเกิดขึ้นเพราะธุรกิจมองแต่ภาพระยะสั้นในการลดต้นทุนของตัวเอง ทุกคนลืมไปว่าพนักงานที่คุณเลิกจ้างในวันนี้ ก็คือลูกค้าของธุรกิจอื่นในวันหน้า และเมื่อทุกบริษัทพร้อมใจกันปลดคนเพื่อไปใช้ AI เหมือนกันหมด ระบบเศรษฐกิจทั้งระบบก็จะพังทลายลงเพราะไม่มีใครเหลือกำลังซื้อมาอุดหนุนสินค้า วันนี้โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่แค่การถามว่า AI จะมาแทนคนได้มากแค่ไหน แต่ต้องคิดต่อว่าเราจะสร้างสมดุลอย่างไรให้แรงงานมนุษย์ยังมีรายได้และมีกำลังซื้อ เพื่อพยุงให้กงล้อเศรษฐกิจและธุรกิจยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้”
บทสรุปและทางออก
ถอดบทเรียนวิกฤตเศรษฐกิจในยุค AI ครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า ความอยู่รอดของภาคธุรกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับความล้ำสมัยของเทคโนโลยีหรือการกดต้นทุนให้ต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความมั่นคงของโครงสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีมนุษย์เป็นแกนกลาง
หลังจากนี้ ภาคเอกชนและภาครัฐจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองจากการใช้ AI เพื่อ “ทดแทนและเลิกจ้าง” มาเป็นการใช้ AI เพื่อ “เสริมศักยภาพแรงงาน” (Augmentation) เพื่อช่วยให้มนุษย์ทำงานได้มูลค่าที่สูงขึ้น ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพของการจ้างงานและกำลังซื้อในระบบ ก่อนที่กับดักเลิกจ้างนี้จะกลืนกินระบบเศรษฐกิจทั้งหมดจนสายเกินแก้
ที่มาของข้อมูล : ผลกระทบของการใช้ AI ต่อกำลังซื้อและระบบเศรษฐกิจ โดยกรุงเทพธุรกิจ