ดุลยภาพ ดุลยพินิจ: ประกันสังคมมาตรา 33 สำหรับแรงงานนอกระบบ มาแล้ว

จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการหรือลูกจ้างอื่นที่ไม่อยู่ในบังคับตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม (ฉบับที่…) พ.ศ. … ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อขยายความคุ้มครองระบบประกันสังคมมาตรา 33 แก่กลุ่มลูกจ้างที่เคยถูกยกเว้น ถือเป็นก้าวสำคัญระดับสากลสอดคล้องกับแนวทางขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่มุ่งเน้นการสร้างหลักประกันทางสังคมอย่างถ้วนหน้า โดยร่างพระราชกฤษฎีกานี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

เพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับมาตรการประกันสังคมสำหรับแรงงานนอกระบบ 3 กลุ่มอาชีพ บทความนี้ได้ประมวลข้อมูลและมิติทางนโยบายที่สำคัญไว้อย่างครอบคลุม

เจาะลึก 3 กลุ่มอาชีพ และโครงสร้างการจ่ายเงินสมทบ

การขยายความคุ้มครองในครั้งนี้ คือการนำแรงงานนอกระบบเข้าสู่ ประกันสังคม มาตรา 33 ซึ่งเป็นระบบภาคบังคับสำหรับลูกจ้างที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ โดยมีโครงสร้างการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฯ ดังนี้:

  • อัตราเงินสมทบปัจจุบัน: ลูกจ้างจ่ายร้อยละ 5, นายจ้างจ่ายร้อยละ 5 และรัฐบาลร่วมสมทบร้อยละ 2.75 ของค่าจ้าง

  • กลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่มอาชีพ:

    1. ลูกจ้างของกิจการเพาะปลูก ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมิได้ใช้ลูกจ้างตลอดปี

    2. ลูกจ้างของนายจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดา โดยงานที่ทำมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย (เช่น แม่บ้าน คนสวน คนขับรถ)

    3. ลูกจ้างของนายจ้างซึ่งประกอบการค้าแผงลอย

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติการจัดเก็บเงินสมทบและการให้สิทธิประโยชน์ (เช่น กรณีว่างงาน) อาจมีความซับซ้อน เนื่องจากลักษณะงานของแรงงานนอกระบบมีความยืดหยุ่น เปลี่ยนนายจ้างบ่อย และไม่มีชั่วโมงทำงานหรือสถานที่ที่แน่นอน ต่างจากแรงงานในระบบทั่วไป

ประมาณการสถิติและฐานข้อมูลแรงงานนอกระบบ

จากการประมวลข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรและสถิติแรงงานนอกระบบ ปี 2568 พบรายละเอียดโครงสร้างจำนวนแรงงานดังนี้:

  • กลุ่มที่ 1 (กิจการเพาะปลูก ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์): มีจำนวนรวมประมาณ 1.2 ล้านคน (แบ่งเป็น สาขาเพาะปลูก 9.2 แสนคน, สาขาเลี้ยงสัตว์ 2.2 แสนคน และสาขาป่าไม้ 6 หมื่นคน) ทั้งนี้ ไม่รวมลูกจ้างประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอีก 2.3 แสนคน

  • กลุ่มที่ 2 (ลูกจ้างของนายจ้างบุคคลธรรมดา): มีจำนวนประมาณ 2.75 แสนคน (แบ่งเป็น ทำงานบ้านร้อยละ 75 หรือ 2.1 แสนคน, คนสวนร้อยละ 15 หรือ 4.1 หมื่นคน และคนขับรถร้อยละ 10 หรือ 2.8 หมื่นคน)

  • กลุ่มที่ 3 (ลูกจ้างการค้าแผงลอย): จากสถิติภาพรวมแรงงานนอกระบบที่เป็นพนักงานบริการและผู้จำหน่ายสินค้ามีจำนวน 4.97 ล้านคน โดยข้อมูลเฉพาะพื้นที่ กทม. มีผู้ค้าหาบเร่แผงลอยราว 18,891 ราย

เมื่อรวมทั้ง 3 กลุ่มอาชีพ คาดว่าจะมีจำนวนแรงงานรวมกันประมาณ 6.4 ล้านคน จากจำนวนแรงงานนอกระบบทั้งหมดในประเทศไทยที่มีอยู่ราว 20.9 ล้านคนในปี 2568

ข้อพิจารณาเชิงนโยบายและความพร้อมในทางปฏิบัติ

รายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD 2023) ได้เสนอแนะข้อคิดเห็นเชิงนโยบายสำหรับการขยายประกันสังคมไปสู่ภาคแรงงานนอกระบบ ซึ่งมีประเด็นที่ต้องประเมินดังนี้:

  • ความชัดเจนของสถานะนายจ้าง-ลูกจ้าง: สำหรับการค้าแผงลอย การระบุตัวตนของนายจ้างและลูกจ้างตามกฎหมายแรงงานทำได้ยากกว่ากลุ่มที่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง

  • ความสามารถในการจ่ายเงินสมทบ: ต้องพิจารณาทั้งฝั่งลูกจ้างที่มีระดับรายได้ผันแปร และฝั่งนายจ้างบุคคลธรรมดา (เช่น ผู้สูงอายุเกษียณราชการที่จ้างคนดูแลบ้าน) ว่ามีความพร้อมในการจ่ายเงินสมทบสม่ำเสมอหรือไม่

  • เงื่อนไขการรับสิทธิประโยชน์ระยะยาว: กรณีลูกจ้างต่างด้าว ต้องพิจารณาประเด็นระยะเวลาการทำงานว่าจะอยู่ครบกำหนดส่งเงินสมทบ 180 เดือนเพื่อรับสิทธิบำนาญชราภาพหรือไม่

  • ลำดับความพร้อมในการบังคับใช้: แรงงานกลุ่มทำงานบ้าน คนขับรถ หรือคนสวน อาจมีความพร้อมในการเข้าสู่ระบบมากกว่ากลุ่มเกษตรกรรมและแผงลอย เนื่องจากมีสถานที่ทำงานและนายจ้างชัดเจน รัฐจึงอาจพิจารณาขับเคลื่อนตามลำดับความพร้อมของแต่ละกลุ่มอาชีพ

บทสรุป

การขยายประกันสังคม มาตรา 33 ไปสู่แรงงานนอกระบบ 3 กลุ่มอาชีพ เป็นก้าวสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในทางปฏิบัติย่อมขึ้นอยู่กับการวางกลไกการบริหารจัดการ การจัดเก็บเงินสมทบ และการปรับเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของแรงงานแต่ละกลุ่มอาชีพอย่างเป็นรูปธรรม


ที่มาของข้อมูล : ดุลยภาพ ดุลยพินิจ ประกันสังคมมาตรา 33 สำหรับแรงงานนอกระบบ มาแล้ว โดยมติชน