นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) ภายใต้พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลฯ (Digital Platform Services: DPS) ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จะเริ่มมีผลบังคับใช้จริงหลังพ้นกำหนด 180 วันนับตั้งแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
กฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักในการสกัดกั้นและป้องกันโฆษณาออนไลน์หลอกลวง ขบวนการมิจฉาชีพ สแกมเมอร์ข้ามชาติ การทำบัญชีม้า และกลุ่มทุนเทาต่าง ๆ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับผู้บริโภคในประเทศไทย
1. บังคับยืนยันตัวตน (KYC) ก่อนยิงโฆษณาหาคนไทย
สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ กำหนดให้ผู้ลงโฆษณาออนไลน์ทุกคนที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้บริโภคในประเทศไทย ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Facebook, Instagram, LINE, TikTok หรือ X จะต้องผ่านกระบวนการยืนยันตัวตน (KYC) กับแพลตฟอร์มเสียก่อน
อายุการรับรอง การยืนยันตัวตนจะมีอายุการใช้งาน 1 ปี หากเกินระยะเวลาดังกล่าว ผู้ลงโฆษณาจะต้องทำการยืนยันตัวตนใหม่อีกครั้ง
ครอบคลุมทั่วโลก ไม่ว่าผู้ลงโฆษณาจะตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศใดก็ตาม หากเลือกตั้งค่าให้โฆษณาแสดงผลบนหน้าจอของคนไทย แพลตฟอร์มจะต้องบังคับให้ยืนยันตัวตนตามเกณฑ์นี้เหมือนกันทั้งหมด
2. ช่องทางและวิธีการยืนยันตัวตน
ผู้ลงโฆษณาสามารถดำเนินการยืนยันตัวตนได้ผ่าน 2 วิธีการหลัก ได้แก่
การสแกนใบหน้าคู่กับบัตรประชาชน (Face Recognition)
การยืนยันตัวตนผ่านระบบ Digital ID ที่มีความน่าเชื่อถือ
สำหรับนิติบุคคลและชาวต่างชาติ:
นิติบุคคลไทย ต้องยื่นหนังสือรับรองนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) พร้อมระบุตัวตนของผู้มีอำนาจหรือผู้ดำเนินกิจกรรมโฆษณา
ชาวต่างชาติ / นิติบุคคลต่างชาติ ต้องใช้หนังสือเดินทาง (Passport) หรือหนังสือรับรองนิติบุคคลของประเทศนั้น ๆ มาประกอบการยืนยันตัวตน
3. ภาระหน้าที่ของแพลตฟอร์มในการจัดเก็บข้อมูล
แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ มีหน้าที่ต้องจัดเก็บข้อมูลที่จำเป็นของผู้ลงโฆษณาเอาไว้เป็นเวลา ไม่น้อยกว่า 90 วัน นับตั้งแต่วันที่โฆษณานั้นสิ้นสุดลง ข้อมูลที่ต้องบันทึกเก็บไว้ ได้แก่ ชื่อ, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์ รวมถึงหลักฐานยืนยันตัวตน เช่น บัตรประชาชน, หนังสือเดินทาง หรือหนังสือรับรองนิติบุคคล นอกจากนี้ หากมีการชำระเงินแทนกัน แพลตฟอร์มจะต้องจัดเก็บข้อมูลของผู้ชำระเงินไว้ด้วย เพื่อความสะดวกของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการติดตามตัวผู้กระทำผิดเมื่อเกิดปัญหา
4. บทกำหนดโทษสำหรับแพลตฟอร์มที่ไม่ปฏิบัติตาม
เนื่องจากมาตรการนี้เน้นกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล หากแพลตฟอร์มใดปล่อยปละละเลยให้มีโฆษณาหลอกลวงเข้าสู่ประเทศไทยโดยไม่ได้จัดให้มีการยืนยันตัวตนของผู้ลงโฆษณาไว้ แพลตฟอร์มนั้นจะได้รับบทลงโทษ เช่น โทษปรับทางปกครอง หรือบทลงโทษอื่น ๆ ตามที่พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลฯ (DPS) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้
5. ผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้
ผลกระทบระยะสั้น ผู้ประกอบการและพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริต จะต้องเตรียมความพร้อมในการยืนยันตัวตนผ่านระบบ KYC ของแต่ละแพลตฟอร์ม ซึ่งมาตรการนี้จะทำให้ไม่สามารถใช้บัญชีปลอมหรือแอ็กเคานต์หลุมมาใช้ในการยิงโฆษณาได้อีกต่อไป
ผลกระทบระยะยาว ช่วยขจัดกลุ่มมิจฉาชีพออกจากระบบโฆษณาออนไลน์ เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการจับจ่ายใช้สอย ขณะเดียวกันผู้ขายที่ไม่ละเมิดกฎหมายจะไม่ต้องสูญเสียงบประมาณโฆษณาเพื่อแข่งขันกับโฆษณาเถื่อน ซึ่งส่งผลดีต่อภาพรวมภาคเศรษฐกิจดิจิทัลและวงการ E-Commerce ของประเทศไทยในระยะยาว
ที่มาของข้อมูล : สรุปกฎหมายใหม่ “ยิงโฆษณาออนไลน์” ให้คนไทยดู ต้องยืนยันตัวตนกับแพลตฟอร์ม ด้วยการสแกนใบหน้า เริ่ม 1 พ.ย. นี้ โดย Marketthing